อยากมีบ้าน ต้องเริ่มจากรู้ว่าตัวเองกู้ได้ประมาณไหน

การมีบ้านเป็นเป้าหมายใหญ่ของหลายคน โดยเฉพาะคนที่อยากมี บ้านหลังแรก แต่คำถามที่หลายคนสงสัยคือ “เงินเดือนเท่านี้ กู้ซื้อบ้านได้ประมาณไหน?”

บางคนเงินเดือน 20,000 บาท อยากรู้ว่าซื้อบ้านราคา 1 ล้านได้ไหม
บางคนเงินเดือน 30,000 บาท อยากรู้ว่ากู้บ้าน 2 ล้านไหวหรือเปล่า
บางคนเงินเดือน 50,000 บาท แต่มีหนี้รถ หนี้บัตรเครดิต เลยไม่แน่ใจว่าจะกู้ได้เท่าไหร่

คำตอบคือ การกู้บ้านไม่ได้ดูแค่เงินเดือนอย่างเดียว แต่ดูหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น รายได้ ภาระหนี้เดิม ประวัติเครดิต อายุผู้กู้ ระยะเวลากู้ ดอกเบี้ย ราคาประเมินบ้าน และเอกสารรายได้

ดังนั้น บทความนี้จะช่วยให้เข้าใจหลักคิดแบบง่าย ๆ ว่า เงินเดือนเท่านี้ กู้ซื้อบ้านได้ประมาณไหน และควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนยื่นสินเชื่อบ้านจริง

ธนาคารดูอะไรเวลาปล่อยกู้บ้าน?

เวลายื่น สินเชื่อบ้าน ธนาคารไม่ได้ดูแค่ว่าเราอยากซื้อบ้านราคาเท่าไหร่ แต่จะดูว่าเราผ่อนบ้านไหวจริงไหม

โดยทั่วไป ธนาคารจะพิจารณาหลายเรื่อง เช่น

รายได้ต่อเดือน
ความมั่นคงของอาชีพ
ภาระหนี้เดิม
ประวัติการชำระหนี้
ข้อมูลเครดิตบูโร
เงินดาวน์
ราคาประเมินบ้าน
อายุผู้กู้
ระยะเวลาผ่อน
เอกสารประกอบการกู้

พูดง่าย ๆ คือ ธนาคารต้องมั่นใจว่า หลังจากผ่อนบ้านแล้ว ผู้กู้ยังมีเงินเหลือพอใช้ชีวิต ไม่เป็นหนี้เกินตัว และมีโอกาสผ่อนได้ต่อเนื่องในระยะยาว

หลักคิดง่าย ๆ ก่อนคำนวณวงเงินกู้บ้าน

วิธีประเมินเบื้องต้นที่เข้าใจง่ายคือ ดูว่าแต่ละเดือนเราควรผ่อนบ้านได้ประมาณเท่าไหร่

โดยทั่วไป หลายธนาคารจะพิจารณาภาระหนี้รวมต่อรายได้ หรือ DSR ซึ่งหมายถึงภาระหนี้ต่อเดือนทั้งหมดเมื่อเทียบกับรายได้

ภาระหนี้รวมนี้ไม่ได้มีแค่ค่างวดบ้าน แต่รวมถึงหนี้เดิมด้วย เช่น

ผ่อนรถ
บัตรเครดิต
สินเชื่อส่วนบุคคล
ผ่อนสินค้า
เงินกู้อื่น ๆ
หนี้ร่วม หรือภาระผูกพันบางประเภท

ดังนั้น คนเงินเดือนเท่ากัน อาจกู้บ้านได้ไม่เท่ากัน เพราะภาระหนี้เดิมไม่เหมือนกัน

สูตรประเมินง่าย ๆ สำหรับคนอยากรู้วงเงินกู้บ้าน

สูตรประเมินเบื้องต้นแบบง่ายคือ

ค่างวดบ้านที่ควรไหว = เงินเดือน × 35-40% แล้วหักภาระหนี้เดิมออก

ตัวอย่างเช่น เงินเดือน 30,000 บาท
ถ้าใช้เกณฑ์ 40% ภาระหนี้รวมไม่ควรเกินประมาณ 12,000 บาทต่อเดือน

ถ้าไม่มีหนี้เดิม อาจมีพื้นที่สำหรับค่างวดบ้านประมาณ 12,000 บาทต่อเดือน

แต่ถ้ามีผ่อนรถอยู่เดือนละ 6,000 บาท พื้นที่สำหรับค่างวดบ้านอาจเหลือประมาณ 6,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น

นี่คือเหตุผลว่าทำไมบางคนเงินเดือนสูง แต่กู้บ้านได้น้อย เพราะมีหนี้เดิมเยอะ

ค่างวดบ้าน 1 ล้านบาท ผ่อนประมาณเท่าไหร่?

โดยประมาณ บ้านวงเงินกู้ 1 ล้านบาท มักมีค่างวดราว 6,000-7,000 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับดอกเบี้ย ระยะเวลากู้ อายุผู้กู้ และเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร

เพื่อให้คิดง่าย บทความนี้จะใช้ตัวเลขประเมินแบบเผื่อความปลอดภัยคือ

กู้ 1 ล้านบาท ค่างวดประมาณ 7,000 บาทต่อเดือน

ตัวเลขนี้เป็นเพียงการประเมินเบื้องต้น ไม่ใช่ยอดผ่อนจริง เพราะยอดผ่อนจริงอาจต่ำกว่าหรือสูงกว่าได้ตามดอกเบี้ยและเงื่อนไขสินเชื่อ

แต่การคิดแบบเผื่อไว้ก่อน จะช่วยให้วางแผนการเงินปลอดภัยกว่า ไม่ซื้อบ้านเกินกำลัง

ตารางเงินเดือนเท่านี้ กู้ซื้อบ้านได้ประมาณไหน?

ตารางนี้เป็นการประเมินเบื้องต้น โดยสมมติว่า

ไม่มีภาระหนี้เดิม
ใช้ค่างวดบ้านประมาณ 40% ของเงินเดือน
กู้ 1 ล้านบาท ผ่อนประมาณ 7,000 บาทต่อเดือน
ระยะเวลากู้และดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับธนาคาร
วงเงินจริงอาจเปลี่ยนตามเครดิต รายได้ อายุ เอกสาร และราคาประเมินบ้าน

เงินเดือนต่อเดือน ค่างวดบ้านที่ควรไหวโดยประมาณ วงเงินกู้บ้านโดยประมาณ
15,000 บาท 6,000 บาท ประมาณ 800,000-900,000 บาท
20,000 บาท 8,000 บาท ประมาณ 1.0-1.1 ล้านบาท
25,000 บาท 10,000 บาท ประมาณ 1.3-1.4 ล้านบาท
30,000 บาท 12,000 บาท ประมาณ 1.6-1.7 ล้านบาท
35,000 บาท 14,000 บาท ประมาณ 1.9-2.0 ล้านบาท
40,000 บาท 16,000 บาท ประมาณ 2.2-2.3 ล้านบาท
50,000 บาท 20,000 บาท ประมาณ 2.8-3.0 ล้านบาท
60,000 บาท 24,000 บาท ประมาณ 3.4 ล้านบาท
70,000 บาท 28,000 บาท ประมาณ 4.0 ล้านบาท
80,000 บาท 32,000 บาท ประมาณ 4.5 ล้านบาท
100,000 บาท 40,000 บาท ประมาณ 5.5-5.8 ล้านบาท

ตารางนี้ใช้เพื่อประเมินคร่าว ๆ เท่านั้น ไม่ใช่การอนุมัติสินเชื่อจริง เพราะแต่ละธนาคารมีเกณฑ์พิจารณาแตกต่างกัน

เงินเดือน 15,000 บาท กู้บ้านได้ประมาณไหน?

ถ้าเงินเดือน 15,000 บาท และไม่มีหนี้เดิม อาจมีค่างวดบ้านที่ควรผ่อนประมาณ 5,000-6,000 บาทต่อเดือน

วงเงินกู้โดยประมาณอาจอยู่แถว 700,000-900,000 บาท ขึ้นอยู่กับอายุผู้กู้ ระยะเวลากู้ และเงื่อนไขธนาคาร

ถ้ามีหนี้เดิม เช่น ผ่อนมอเตอร์ไซค์ ผ่อนบัตร หรือสินเชื่อส่วนบุคคล วงเงินที่กู้ได้อาจลดลงอีก

สำหรับรายได้ระดับนี้ ควรเตรียมเงินดาวน์ให้มากขึ้น เลือกบ้านราคาจับต้องได้ และหลีกเลี่ยงการสร้างหนี้ใหม่ก่อนยื่นกู้

บ้านมือสองหรือบ้านราคาประหยัดอาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะกว่า หากต้องการเริ่มต้นมีบ้านโดยไม่กดดันการเงินมากเกินไป

เงินเดือน 20,000 บาท กู้บ้านได้ประมาณไหน?

ถ้าเงินเดือน 20,000 บาท และไม่มีหนี้เดิม อาจผ่อนบ้านได้ประมาณ 7,000-8,000 บาทต่อเดือน

วงเงินกู้โดยประมาณอาจอยู่แถว 1.0-1.1 ล้านบาท

ถ้าต้องการซื้อบ้านราคาสูงกว่านี้ อาจต้องมีเงินดาวน์เพิ่ม หรือมีผู้กู้ร่วมที่มีรายได้ชัดเจน

ข้อควรระวังคือ อย่าคิดแค่ค่างวดบ้าน เพราะหลังซื้อบ้านยังมีค่าใช้จ่ายอื่น เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าส่วนกลาง ค่าเดินทาง ค่าเฟอร์นิเจอร์ และเงินสำรองฉุกเฉิน

หากเงินเดือน 20,000 บาท ควรเลือกบ้านที่ค่างวดไม่ตึงเกินไป เพื่อให้ยังมีเงินเหลือใช้ในชีวิตประจำวัน

เงินเดือน 25,000 บาท กู้บ้านได้ประมาณไหน?

ถ้าเงินเดือน 25,000 บาท และไม่มีหนี้เดิม อาจผ่อนบ้านได้ประมาณ 9,000-10,000 บาทต่อเดือน

วงเงินกู้โดยประมาณอาจอยู่แถว 1.3-1.4 ล้านบาท

ถ้ามีเงินดาวน์เพิ่ม อาจมองหาบ้านราคาสูงกว่าวงเงินกู้ได้บ้าง แต่ต้องไม่ลืมค่าใช้จ่ายวันโอนและค่าแต่งบ้าน

คนเงินเดือน 25,000 บาทควรระวังหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล เพราะหนี้เล็ก ๆ หลายก้อนอาจทำให้วงเงินกู้บ้านลดลงมาก

หากตั้งใจซื้อบ้านในอีก 6-12 เดือน ควรเริ่มลดหนี้และเก็บเงินดาวน์ตั้งแต่ตอนนี้

เงินเดือน 30,000 บาท กู้บ้านได้ประมาณไหน?

ถ้าเงินเดือน 30,000 บาท และไม่มีหนี้เดิม อาจผ่อนบ้านได้ประมาณ 11,000-12,000 บาทต่อเดือน

วงเงินกู้โดยประมาณอาจอยู่แถว 1.6-1.7 ล้านบาท

หลายคนที่เงินเดือนประมาณนี้เริ่มมองหาทาวน์โฮม คอนโด หรือบ้านมือสองในทำเลที่เดินทางสะดวก

แต่ถ้ามีภาระหนี้เดิม เช่น ผ่อนรถเดือนละ 8,000 บาท พื้นที่ในการผ่อนบ้านจะลดลงมาก อาจทำให้วงเงินกู้บ้านเหลือไม่ถึงที่คาดไว้

ดังนั้น ก่อนเลือกบ้านควรเช็กภาระหนี้ตัวเองก่อนเสมอ

เงินเดือน 40,000 บาท กู้บ้านได้ประมาณไหน?

ถ้าเงินเดือน 40,000 บาท และไม่มีหนี้เดิม อาจผ่อนบ้านได้ประมาณ 15,000-16,000 บาทต่อเดือน

วงเงินกู้โดยประมาณอาจอยู่แถว 2.2-2.3 ล้านบาท

ระดับนี้อาจเริ่มมีตัวเลือกบ้านมากขึ้น เช่น ทาวน์โฮม บ้านมือสองรีโนเวท หรือคอนโดในบางทำเล

แต่ถ้ามีภาระหนี้รถหรือบัตรเครดิตสูง วงเงินกู้จริงอาจลดลงได้มาก

ก่อนยื่นกู้ควรปิดหนี้ที่ไม่จำเป็น ลดการใช้บัตรเครดิต และเตรียม Statement ให้ดี เพื่อให้ธนาคารเห็นความพร้อมทางการเงิน

เงินเดือน 50,000 บาท กู้บ้านได้ประมาณไหน?

ถ้าเงินเดือน 50,000 บาท และไม่มีหนี้เดิม อาจผ่อนบ้านได้ประมาณ 18,000-20,000 บาทต่อเดือน

วงเงินกู้โดยประมาณอาจอยู่แถว 2.8-3.0 ล้านบาท

นี่เป็นช่วงรายได้ที่หลายคนเริ่มมองหาบ้านเดี่ยวขนาดเล็ก บ้านแฝด ทาวน์โฮม หรือบ้านมือสองในทำเลที่ดีขึ้น

แต่ต้องไม่ลืมว่า บ้านราคาประมาณ 3 ล้านบาทไม่ได้มีแค่ค่างวด ยังมีค่าโอน ค่าจดจำนอง ค่าประกัน ค่าส่วนกลาง ค่าเฟอร์นิเจอร์ และค่าใช้จ่ายหลังเข้าอยู่

หากต้องการซื้อบ้านในงบนี้ ควรมีเงินสำรองหลังโอนบ้านพอสมควร ไม่ควรใช้เงินก้อนทั้งหมดไปกับวันโอน

เงินเดือน 60,000-80,000 บาท กู้บ้านได้ประมาณไหน?

ถ้าเงินเดือน 60,000 บาท และไม่มีหนี้เดิม วงเงินกู้โดยประมาณอาจอยู่แถว 3.3-3.5 ล้านบาท

ถ้าเงินเดือน 80,000 บาท และไม่มีหนี้เดิม วงเงินกู้โดยประมาณอาจอยู่แถว 4.5 ล้านบาท

กลุ่มนี้มีตัวเลือกบ้านกว้างขึ้น แต่ก็มีโอกาสซื้อบ้านเกินตัวได้เช่นกัน เพราะเห็นว่ายอดกู้สูงขึ้น

ควรวางแผนจากชีวิตจริง เช่น มีค่าใช้จ่ายครอบครัวไหม มีลูกไหม ต้องดูแลพ่อแม่ไหม มีแผนแต่งงานไหม หรือมีแผนลงทุนอื่นหรือเปล่า

บ้านที่แพงขึ้นมักมาพร้อมค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น เช่น ค่าส่วนกลาง ค่าซ่อมบำรุง ค่าไฟ ค่าเฟอร์นิเจอร์ และค่าดูแลพื้นที่

ดังนั้น แม้รายได้สูงขึ้น ก็ยังควรเลือกบ้านที่ผ่อนแล้วไม่ทำให้ชีวิตตึงเกินไป

เงินเดือน 100,000 บาท กู้บ้านได้ประมาณไหน?

ถ้าเงินเดือน 100,000 บาท และไม่มีหนี้เดิม อาจผ่อนบ้านได้ประมาณ 35,000-40,000 บาทต่อเดือน

วงเงินกู้โดยประมาณอาจอยู่แถว 5.5-5.8 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม รายได้สูงไม่ได้แปลว่ากู้ผ่านแน่นอน เพราะธนาคารยังดูเครดิต ภาระหนี้เดิม อายุผู้กู้ ความมั่นคงของรายได้ และหลักประกัน

ถ้ามีภาระหนี้สูง เช่น ผ่อนรถหลายคัน บัตรเครดิตหลายใบ หรือสินเชื่อธุรกิจส่วนตัว วงเงินกู้บ้านอาจลดลงได้มาก

คนรายได้สูงจึงควรจัดการหนี้ให้เป็นระบบ และเลือกบ้านที่เหมาะกับแผนชีวิตระยะยาว ไม่ใช่ดูแค่ว่ากู้ได้สูงสุดเท่าไหร่

มีหนี้เดิม ส่งผลต่อวงเงินกู้บ้านแค่ไหน?

หนี้เดิมมีผลมากกว่าที่หลายคนคิด

ตัวอย่างเช่น เงินเดือน 40,000 บาท
ถ้าธนาคารมองภาระหนี้รวมที่เหมาะสมประมาณ 40% ภาระหนี้ทั้งหมดควรอยู่ประมาณ 16,000 บาทต่อเดือน

ถ้าไม่มีหนี้เดิม อาจใช้พื้นที่นี้กับค่างวดบ้านได้เกือบทั้งหมด

แต่ถ้ามีผ่อนรถ 8,000 บาทต่อเดือน พื้นที่สำหรับค่างวดบ้านอาจเหลือประมาณ 8,000 บาทต่อเดือน

จากเดิมที่อาจกู้ได้ประมาณ 2.2 ล้านบาท อาจเหลือประมาณ 1.1 ล้านบาทโดยคร่าว ๆ

นี่คือเหตุผลที่คนอยากมีบ้านควรระวังการผ่อนรถ ผ่อนของ หรือใช้บัตรเครดิตหนัก ๆ ก่อนยื่นกู้บ้าน

เงินเดือนเท่ากัน ทำไมกู้ได้ไม่เท่ากัน?

เพราะธนาคารไม่ได้ดูแค่เงินเดือน แต่ดูภาพรวมทั้งหมด

คนที่หนึ่งเงินเดือน 40,000 บาท ไม่มีหนี้ จ่ายบัตรเครดิตเต็มทุกเดือน มีเงินออม และเอกสารครบ อาจกู้ได้ดี

คนที่สองเงินเดือน 40,000 บาท แต่มีผ่อนรถ ผ่อนบัตร จ่ายล่าช้าบางเดือน และไม่มีเงินเก็บ อาจกู้ได้น้อยกว่ามาก หรืออาจกู้ไม่ผ่าน

ปัจจัยที่ทำให้คนเงินเดือนเท่ากันกู้ได้ไม่เท่ากัน ได้แก่

ภาระหนี้เดิม
ประวัติเครดิต
อายุผู้กู้
อาชีพและความมั่นคงของรายได้
เงินดาวน์
ราคาประเมินบ้าน
เอกสารรายได้
ธนาคารที่ยื่นกู้
ประเภทบ้านที่ซื้อ

ดังนั้น อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นจากเงินเดือนอย่างเดียว ควรดูสุขภาพการเงินรวมของตัวเองด้วย

เครดิตบูโรสำคัญแค่ไหน?

เครดิตบูโร เป็นข้อมูลที่ช่วยให้ธนาคารเห็นประวัติการชำระหนี้ของผู้กู้

หากจ่ายหนี้ตรงเวลา ไม่มีค้างชำระ และใช้เครดิตอย่างมีวินัย จะช่วยให้ภาพรวมการขอสินเชื่อดูดีขึ้น

แต่ถ้ามีประวัติค้างชำระ จ่ายล่าช้า หนี้บัตรเครดิตสูง หรือมีบัญชีที่ยังไม่จัดการ อาจทำให้ธนาคารพิจารณาเข้มขึ้น

ก่อนยื่นกู้บ้าน ควรตรวจเครดิตบูโรล่วงหน้า เพื่อดูว่าข้อมูลถูกต้องไหม มีหนี้ค้างหรือไม่ และมีบัญชีไหนที่ควรปิดให้เรียบร้อยหรือเปล่า

ถ้าพบปัญหา ควรแก้ก่อนยื่นกู้ ไม่ควรรอให้ธนาคารตรวจเจอเอง

อายุผู้กู้มีผลต่อวงเงินหรือไม่?

อายุผู้กู้มีผลต่อระยะเวลากู้ และระยะเวลากู้มีผลต่อค่างวดต่อเดือน

โดยทั่วไป คนที่อายุน้อยอาจมีโอกาสผ่อนได้นานกว่า ทำให้ค่างวดต่อเดือนต่ำลงเมื่อเทียบกับวงเงินกู้เดียวกัน

ส่วนคนที่อายุมากขึ้น ระยะเวลากู้อาจสั้นลง ค่างวดต่อเดือนจึงสูงขึ้น และอาจทำให้วงเงินกู้ลดลง

ตัวอย่างเช่น คนอายุ 28 ปีอาจกู้ได้ระยะยาวกว่า คนอายุ 50 ปี แม้รายได้ใกล้เคียงกัน

ดังนั้น ถ้ามีแผนซื้อบ้าน ควรวางแผนเรื่องอายุและระยะเวลากู้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

เงินดาวน์ช่วยให้กู้บ้านง่ายขึ้นไหม?

เงินดาวน์ช่วยได้มากในหลายกรณี

การมีเงินดาวน์มากขึ้นช่วยลดวงเงินกู้ ลดค่างวดต่อเดือน และทำให้ธนาคารเห็นว่าผู้กู้มีวินัยในการออม

ถ้ารายได้ยังไม่สูงมาก หรือมีหนี้เดิมบางส่วน การเพิ่มเงินดาวน์อาจช่วยให้แผนกู้บ้านเป็นไปได้มากขึ้น

นอกจากนี้ การมีเงินดาวน์ยังช่วยลดความเสี่ยงกรณีราคาประเมินบ้านต่ำกว่าราคาซื้อ โดยเฉพาะการซื้อบ้านมือสอง

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้เงินเก็บทั้งหมดเป็นเงินดาวน์ ควรเหลือเงินสำรองหลังโอนบ้านไว้ด้วย

อย่าลืมค่าใช้จ่ายวันโอนและค่าใช้จ่ายหลังซื้อบ้าน

หลายคนคำนวณแค่ค่างวดบ้าน แต่ลืมค่าใช้จ่ายอื่น

ค่าใช้จ่ายที่ควรเตรียม ได้แก่

ค่าโอนกรรมสิทธิ์
ค่าจดจำนอง
ค่าอากรหรือภาษีบางรายการตามกรณี
ค่าประกันอัคคีภัย
ค่าประเมินหลักประกัน
ค่าส่วนกลาง
ค่าเฟอร์นิเจอร์
ค่าติดแอร์ ผ้าม่าน เครื่องใช้ไฟฟ้า
ค่าซ่อมแซมหรือรีโนเวท
ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าเดินทาง
เงินสำรองฉุกเฉิน

บ้านที่กู้ผ่านแต่ไม่มีเงินเหลือหลังโอน อาจทำให้ชีวิตหลังซื้อบ้านเครียดมาก

ดังนั้น ก่อนเลือกบ้าน ควรคิด “ต้นทุนรวม” ไม่ใช่คิดแค่ราคาบ้าน

ถ้าเงินเดือนยังไม่สูง อยากมีบ้านควรเริ่มยังไง?

หากเงินเดือนยังไม่สูง แต่อยากมีบ้านในอนาคต ควรเริ่มจากวางแผนการเงินก่อน

เริ่มเก็บเงินดาวน์ทุกเดือน
ลดหนี้ที่ไม่จำเป็น
จ่ายบัตรเครดิตให้ตรงเวลา
ไม่สร้างหนี้ใหม่ก่อนยื่นกู้
ตรวจเครดิตบูโร
ทำบัญชีรายรับรายจ่าย
ประเมินบ้านในงบที่ผ่อนไหว
เพิ่มรายได้เสริมที่พิสูจน์ได้
เก็บเอกสารรายได้ให้ครบ
ศึกษาค่าใช้จ่ายวันโอนบ้าน

การเตรียมตัวเร็วช่วยให้มีโอกาสกู้บ้านได้มั่นใจขึ้นเมื่อถึงเวลาจริง

ถ้ามีรายได้หลายทาง ช่วยเพิ่มวงเงินกู้ได้ไหม?

รายได้หลายทางอาจช่วยได้ หากเป็นรายได้ที่พิสูจน์ได้และมีความต่อเนื่อง

เช่น รายได้จากงานประจำ รายได้ฟรีแลนซ์ รายได้ค่าเช่า รายได้ค้าขาย หรือรายได้จากธุรกิจส่วนตัว

แต่ธนาคารอาจไม่ได้รับรายได้ทุกประเภทเต็มจำนวนเสมอไป ขึ้นอยู่กับหลักฐานและความสม่ำเสมอของรายได้

ถ้ามีรายได้เสริม ควรเก็บหลักฐานไว้ เช่น Statement, สัญญาจ้าง, ใบเสร็จ, เอกสารภาษี หรือหลักฐานการรับเงิน

รายได้ที่มีเอกสารชัดเจนจะช่วยให้ธนาคารประเมินได้ง่ายกว่ารายได้ที่ไม่มีหลักฐาน

ไม่มีสลิปเงินเดือน คำนวณวงเงินกู้บ้านได้ไหม?

คนไม่มีสลิปเงินเดือน เช่น ฟรีแลนซ์ เจ้าของกิจการ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ หรืออาชีพอิสระ ก็สามารถประเมินวงเงินกู้บ้านได้เช่นกัน

แต่ต้องดูจากรายได้เฉลี่ยที่พิสูจน์ได้ เช่น Statement ย้อนหลัง เอกสารภาษี ใบเสร็จรับเงิน สัญญาจ้าง หรือหลักฐานธุรกิจ

คนอาชีพอิสระควรเตรียมเอกสารล่วงหน้าอย่างน้อย 6-12 เดือน เพื่อให้ธนาคารเห็นความต่อเนื่องของรายได้

หากรายได้เข้าไม่สม่ำเสมอ ควรใช้รายได้เฉลี่ยแบบระมัดระวังในการคำนวณ ไม่ควรใช้เดือนที่รายได้สูงที่สุดเป็นฐานในการซื้อบ้าน

บ้านมือสองเหมาะกับคนงบจำกัดไหม?

บ้านมือสอง อาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนอยากมีบ้านแต่งบจำกัด เพราะบางครั้งได้ทำเลดี พื้นที่มากกว่า และราคาจับต้องได้กว่าบ้านใหม่ในทำเลเดียวกัน

แต่การซื้อบ้านมือสองต้องดูเรื่องราคาประเมิน สภาพบ้าน เอกสารกรรมสิทธิ์ และค่าใช้จ่ายหลังซื้อให้ละเอียด

ถ้าบ้านมือสองราคาถูก แต่ต้องซ่อมหนักมาก อาจทำให้ต้นทุนรวมสูงกว่าที่คิด

ดังนั้น ควรตรวจบ้านก่อนซื้อ และเผื่องบซ่อมแซมไว้เสมอ

บ้านมือสองที่ดีควรเป็นบ้านที่ราคาสอดคล้องกับสภาพจริง เอกสารชัด และผ่อนแล้วไม่เกินกำลัง

บ้านรีโนเวทพร้อมอยู่ช่วยคุมงบได้ไหม?

บ้านรีโนเวทพร้อมอยู่ อาจช่วยลดภาระหลังซื้อได้ในบางกรณี เพราะบ้านผ่านการปรับปรุงมาแล้ว เช่น ทาสีใหม่ เปลี่ยนพื้น ซ่อมห้องน้ำ ปรับครัว หรือแก้ระบบบางส่วน

สำหรับคนที่มีงบจำกัด บ้านรีโนเวทพร้อมอยู่อาจช่วยให้เห็นค่าใช้จ่ายชัดขึ้น ไม่ต้องเริ่มซ่อมเองทั้งหมด

แต่ต้องตรวจให้ดีว่ารีโนเวทจริงหรือแค่ตกแต่งให้สวยภายนอก

ควรดูระบบไฟ ระบบน้ำ หลังคา ความชื้น โครงสร้าง และเอกสารบ้านให้ครบ

บ้านรีโนเวทที่ดีควรช่วยให้เข้าอยู่ได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่ทำให้ต้องซ่อมหนักหลังโอน

อยากกู้บ้านให้ผ่าน ควรเตรียมตัวอย่างไร?

ก่อนยื่นกู้บ้าน ควรเตรียมตัวดังนี้

1. ตรวจเครดิตบูโรล่วงหน้า
ดูว่ามีหนี้ค้างหรือข้อมูลผิดปกติไหม

2. ลดหนี้เดิมก่อนยื่นกู้
โดยเฉพาะบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และหนี้ผ่อนสินค้า

3. เก็บเงินดาวน์ให้มากขึ้น
ช่วยลดวงเงินกู้และค่างวดบ้าน

4. เดินบัญชีให้เป็นระบบ
เงินเดือนหรือรายได้ควรเข้าบัญชีอย่างสม่ำเสมอ

5. เตรียมเอกสารรายได้ให้ครบ
เช่น สลิปเงินเดือน หนังสือรับรองเงินเดือน Statement หรือเอกสารภาษี

6. เลือกบ้านให้เหมาะกับรายได้จริง
อย่าฝืนซื้อบ้านที่ค่างวดสูงเกินไป

7. เหลือเงินสำรองหลังโอนบ้าน
เพื่อรับมือค่าใช้จ่ายฉุกเฉินหลังเข้าอยู่

8. ปรึกษาธนาคารก่อนยื่นจริง
ให้เจ้าหน้าที่ช่วยประเมินเบื้องต้นก่อนตัดสินใจ

เช็กลิสต์คำนวณก่อนตัดสินใจซื้อบ้าน

ก่อนเลือกบ้าน ลองตอบคำถามเหล่านี้

1. รายได้ต่อเดือนเท่าไหร่?

2. มีหนี้เดิมเดือนละกี่บาท?

3. ค่างวดบ้านที่ผ่อนไหวจริงคือเท่าไหร่?

4. มีเงินดาวน์เท่าไหร่?

5. มีเงินสำรองหลังโอนบ้านหรือไม่?

6. เครดิตบูโรมีประวัติค้างชำระไหม?

7. บ้านที่อยากซื้อมีค่าใช้จ่ายหลังซื้อเท่าไหร่?

8. ถ้าดอกเบี้ยปรับขึ้น ยังผ่อนไหวไหม?

9. ถ้ารายได้ลดลง 1-2 เดือน ยังมีเงินสำรองไหม?

10. บ้านหลังนี้ตอบโจทย์ชีวิตจริง หรือแค่ชอบตอนดูประกาศ?

ถ้าตอบคำถามเหล่านี้ได้ชัด จะช่วยให้ตัดสินใจซื้อบ้านได้รอบคอบขึ้น

ตัวอย่างคำนวณแบบง่าย

สมมติเงินเดือน 35,000 บาท ไม่มีหนี้เดิม

ถ้าใช้เกณฑ์ภาระหนี้รวมประมาณ 40%
ค่างวดที่ควรไหวประมาณ 14,000 บาทต่อเดือน

ถ้าคิดคร่าว ๆ ว่าเงินกู้ 1 ล้านบาท ผ่อนประมาณ 7,000 บาทต่อเดือน
วงเงินกู้ที่ประเมินได้อาจอยู่ประมาณ 2 ล้านบาท

แต่ถ้ามีผ่อนรถอยู่เดือนละ 7,000 บาท
พื้นที่สำหรับค่างวดบ้านอาจเหลือประมาณ 7,000 บาทต่อเดือน
วงเงินกู้บ้านอาจเหลือประมาณ 1 ล้านบาทโดยคร่าว ๆ

ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า “หนี้เดิม” มีผลต่อวงเงินกู้มาก

บ้านสร้างตัวกับการช่วยวางแผนมีบ้านแบบไม่เกินตัว

บ้านสร้างตัวมองว่า การมีบ้านไม่ควรเริ่มจากคำว่า “กู้ได้สูงสุดเท่าไหร่” เพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มจากคำว่า “ผ่อนเท่าไหร่แล้วชีวิตยังสบาย”

เพราะบ้านเป็นภาระระยะยาว หากเลือกบ้านเกินกำลัง อาจทำให้ชีวิตการเงินตึงเกินไป แม้จะกู้ผ่านก็ตาม

สำหรับคนที่กำลังมองหา บ้านมือสอง, บ้านรีโนเวท, หรือบ้านพร้อมอยู่ บ้านสร้างตัวให้ความสำคัญกับการเลือกบ้านที่เหมาะกับรายได้ ทำเลตอบโจทย์ สภาพบ้านดี และค่าใช้จ่ายหลังซื้อไม่บานปลาย

บ้านที่ดีไม่ใช่แค่บ้านที่สวยหรือราคาถูก แต่ต้องเป็นบ้านที่อยู่แล้วผ่อนไหว และช่วยให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อย่างมั่นใจ

สรุป เงินเดือนเท่านี้ กู้ซื้อบ้านได้ประมาณไหน?

เงินเดือนเท่านี้ กู้ซื้อบ้านได้ประมาณไหน คำตอบขึ้นอยู่กับรายได้ ภาระหนี้เดิม เครดิตบูโร เงินดาวน์ อายุผู้กู้ ระยะเวลากู้ ดอกเบี้ย และราคาประเมินบ้าน

โดยประเมินง่าย ๆ ได้ว่า ค่างวดบ้านควรอยู่ในระดับที่ผ่อนไหว และภาระหนี้รวมไม่ควรสูงเกินกำลังรายได้

ถ้าใช้ตัวเลขคร่าว ๆ ว่า กู้ 1 ล้านบาท ผ่อนประมาณ 6,000-7,000 บาทต่อเดือน คนที่ไม่มีหนี้เดิมอาจประเมินวงเงินเบื้องต้นจากค่างวดที่ตัวเองรับไหวได้

แต่ตัวเลขทั้งหมดเป็นเพียงการประเมิน ไม่ใช่การอนุมัติจริงจากธนาคาร

ก่อนยื่นกู้ควรตรวจเครดิต ลดหนี้เดิม เก็บเงินดาวน์ เตรียมเอกสาร และเลือกบ้านที่เหมาะกับชีวิตจริง

สุดท้าย บ้านที่ดีที่สุดไม่ใช่บ้านที่กู้ได้เต็มวงเงินที่สุด แต่คือบ้านที่ซื้อแล้วอยู่สบาย ผ่อนต่อได้ และไม่ทำให้ชีวิตการเงินหนักเกินไป