ทำไมต้องรู้วิธี คำนวณวงเงินกู้บ้าน ก่อนซื้อบ้าน

การซื้อบ้านสักหลัง หนึ่งในคำถามสำคัญที่สุดคือ “เรากู้ได้เท่าไหร่?” เพราะ วงเงินกู้บ้าน จะช่วยบอกได้ว่า บ้านราคาที่เรามองไว้สามารถเอื้อมถึงได้จริงหรือไม่

หลายคนเริ่มจากการดูบ้านที่ชอบก่อน แล้วค่อยคิดเรื่องกู้ทีหลัง แต่ในความเป็นจริง การรู้กำลังซื้อของตัวเองตั้งแต่แรกจะช่วยให้วางแผนได้ดีกว่า ลดความเสี่ยงเลือกบ้านเกินตัว และช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่า บ้านราคาไหนเหมาะกับรายได้และภาระหนี้ของเรา

แม้การอนุมัติจริงจะขึ้นอยู่กับธนาคาร อัตราดอกเบี้ย ระยะเวลาผ่อน รายได้ อาชีพ ภาระหนี้ และประวัติเครดิต แต่เราสามารถ คำนวณวงเงินกู้บ้าน เบื้องต้นด้วยตัวเองได้ เพื่อประเมินคร่าว ๆ ก่อนยื่นกู้จริง

บทความนี้จะพาไปรู้วิธีคิดแบบง่าย ๆ สำหรับคนที่กำลังวางแผน กู้ซื้อบ้าน, ซื้อ บ้านหลังแรก, บ้านมือสอง หรือบ้านรีโนเวทพร้อมอยู่

วงเงินกู้บ้านคืออะไร?

วงเงินกู้บ้าน คือจำนวนเงินที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินประเมินว่าสามารถปล่อยกู้ให้ผู้ซื้อบ้านได้ โดยดูจากความสามารถในการผ่อนชำระและปัจจัยอื่น ๆ ประกอบ

วงเงินกู้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาบ้านอย่างเดียว เช่น บ้านราคา 3 ล้านบาท ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะกู้ได้ 3 ล้านบาทเท่ากัน เพราะธนาคารจะดูว่าผู้กู้มีรายได้เพียงพอหรือไม่ มีหนี้เดิมมากแค่ไหน มีประวัติการชำระหนี้ดีหรือเปล่า และมีเงินดาวน์หรือค่าใช้จ่ายอื่นพร้อมไหม

ดังนั้น คนที่มีรายได้เท่ากัน อาจได้วงเงินกู้ไม่เท่ากัน หากมีภาระหนี้เดิมต่างกัน หรือมีประวัติเครดิตต่างกัน

เริ่มจากดูรายได้ต่อเดือนของตัวเอง

ขั้นแรกของการประเมิน สินเชื่อบ้าน คือดูรายได้ต่อเดือนของตัวเองให้ชัดเจนก่อน

สำหรับพนักงานประจำ รายได้ที่ใช้ประเมินมักเป็นเงินเดือนประจำ และอาจรวมรายได้อื่นที่มีหลักฐานชัดเจน เช่น ค่าคอมมิชชัน โบนัส หรือโอที แต่รายได้ไม่ประจำอาจถูกคิดไม่เต็มจำนวน ขึ้นอยู่กับเอกสารและเกณฑ์ของแต่ละธนาคาร

สำหรับอาชีพอิสระ เจ้าของกิจการ หรือฟรีแลนซ์ ธนาคารมักดูรายได้จากรายการเดินบัญชี เอกสารภาษี สัญญาจ้าง ใบเสร็จ หรือหลักฐานรับเงินอื่น ๆ เพื่อประเมินว่ารายได้สม่ำเสมอและน่าเชื่อถือแค่ไหน

ก่อนซื้อบ้าน ควรรู้ให้ชัดว่า “รายได้ที่ธนาคารมองเห็น” ของเราคือเท่าไหร่ ไม่ใช่ดูแค่รายได้ที่เรารู้สึกว่าได้รับจริง เพราะรายได้ที่ไม่มีหลักฐานอาจนำไปใช้ยื่นกู้ได้ยากกว่า

ดูภาระหนี้เดิมก่อนคิดวงเงินกู้

หลายคนคิดว่าแค่มีรายได้สูงก็น่าจะกู้บ้านได้เยอะ แต่ความจริงแล้ว ภาระหนี้เดิม มีผลต่อวงเงินกู้มาก

ภาระหนี้ที่ธนาคารมักนำมาพิจารณา เช่น ผ่อนรถ บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ผ่อนสินค้า สินเชื่อธุรกิจบางประเภท หนี้ร่วม หรือภาระค้ำประกันบางกรณี

หากมีหนี้เดิมเยอะ ความสามารถในการผ่อนบ้านจะลดลงทันที แม้รายได้จะดูสูงก็ตาม

ตัวอย่างเช่น คนที่มีรายได้ 50,000 บาทต่อเดือน แต่มีผ่อนรถ 12,000 บาท และผ่อนบัตรเครดิตอีก 5,000 บาท ย่อมเหลือความสามารถในการผ่อนบ้านน้อยกว่าคนที่มีรายได้ 50,000 บาทเท่ากันแต่ไม่มีหนี้เดิม

ดังนั้น ก่อนคิดว่าเรากู้ได้เท่าไหร่ ควรลิสต์หนี้เดิมทั้งหมดออกมาก่อน เพื่อดูภาพการเงินจริงของตัวเอง

หลักคิดง่าย ๆ ธนาคารดูว่าเราผ่อนไหวแค่ไหน

หัวใจของการ คำนวณวงเงินกู้บ้าน คือดูว่าเราสามารถผ่อนต่อเดือนได้เท่าไหร่โดยไม่กระทบชีวิตประจำวัน

โดยทั่วไป ธนาคารจะประเมินจากรายได้ ภาระหนี้เดิม และค่างวดบ้านใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น เพื่อดูว่าผู้กู้ยังมีเงินเหลือพอสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็นหรือไม่

สำหรับการประเมินเบื้องต้น หลายคนมักใช้หลักคิดว่า ค่างวดบ้านไม่ควรสูงเกินไปเมื่อเทียบกับรายได้ เพราะถ้าผ่อนบ้านหนักเกินไป แม้จะกู้ผ่าน ก็อาจทำให้ใช้ชีวิตลำบากในระยะยาว

บ้านที่ดีจึงไม่ใช่แค่บ้านที่กู้ผ่าน แต่ควรเป็นบ้านที่ผ่อนแล้วไม่เหนื่อยเกินไป

วิธีประเมินค่างวดบ้านที่ผ่อนไหว

ก่อนจะรู้ว่าเรากู้ได้เท่าไหร่ ควรถามตัวเองก่อนว่า “เราผ่อนบ้านเดือนละเท่าไหร่ได้แบบไม่ตึงเกินไป”

วิธีง่าย ๆ คือเริ่มจากรายได้ต่อเดือน แล้วหักค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าเลี้ยงดูครอบครัว ค่าเรียนลูก เงินออม และภาระหนี้เดิม

เงินที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายเหล่านี้ คือเงินที่เราควรใช้ประเมินว่าผ่อนบ้านได้เท่าไหร่

ตัวอย่างเช่น หากมีรายได้ 45,000 บาทต่อเดือน มีค่าใช้จ่ายจำเป็นและหนี้เดิมรวม 25,000 บาท เหลือ 20,000 บาท ก็ไม่ได้แปลว่าควรเอา 20,000 บาททั้งหมดไปผ่อนบ้าน เพราะควรเหลือเงินสำรองไว้สำหรับเหตุฉุกเฉินด้วย

การผ่อนบ้านที่ดีควรทำให้เรายังใช้ชีวิตได้ มีเงินเก็บ และไม่ต้องพึ่งหนี้ใหม่ทุกเดือน

สูตรคำนวณแบบง่ายที่สุดสำหรับมือใหม่

หากต้องการประเมินแบบเร็ว ๆ สามารถใช้แนวคิดง่าย ๆ ได้ว่า

ค่างวดที่ผ่อนไหวต่อเดือน × จำนวนเดือนที่ผ่อน = ภาพรวมเงินที่ต้องจ่ายตลอดสัญญา

แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า วิธีนี้ยังไม่ใช่วงเงินกู้จริง เพราะสินเชื่อบ้านมีดอกเบี้ยเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้เงินต้นที่กู้ได้จริงจะน้อยกว่ายอดรวมค่างวดทั้งหมด

ตัวอย่างเช่น หากผ่อนไหวเดือนละ 15,000 บาท และต้องการผ่อน 30 ปี หรือ 360 เดือน
15,000 × 360 = 5,400,000 บาท

ตัวเลข 5.4 ล้านบาทนี้ไม่ใช่วงเงินกู้ที่ได้จริง แต่เป็นภาพรวมเงินที่เราจะจ่ายตลอดระยะเวลาผ่อนโดยประมาณ ซึ่งในความจริงต้องแบ่งเป็นทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย

ดังนั้น หากอยากประเมินใกล้เคียงขึ้น ควรใช้เครื่องคำนวณสินเชื่อบ้านของธนาคาร หรือให้เจ้าหน้าที่ช่วยคำนวณจากดอกเบี้ยและระยะเวลาผ่อนจริง

สูตรคิดแบบคร่าว ๆ จากค่างวดต่อวงเงินกู้

สำหรับการประเมินง่าย ๆ แบบคนซื้อบ้านมักใช้กัน อาจจำคร่าว ๆ ว่า วงเงินกู้ 1 ล้านบาท จะมีค่างวดต่อเดือนประมาณหลายพันบาท ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาผ่อน

ถ้าระยะเวลาผ่อนนานขึ้น ค่างวดต่อเดือนมักลดลง ทำให้ดูเหมือนกู้ได้มากขึ้น แต่ต้องจำไว้ว่าระยะเวลาผ่อนที่ยาวขึ้นอาจทำให้จ่ายดอกเบี้ยรวมมากขึ้นด้วย

ตัวอย่างเช่น คนที่ผ่อน 30 ปี อาจมีค่างวดต่อเดือนเบากว่าคนที่ผ่อน 20 ปี แต่ยอดดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญาอาจสูงกว่า

ดังนั้น ไม่ควรดูแค่ว่าผ่อนเดือนละน้อยที่สุด แต่ควรดูด้วยว่าระยะยาวเราจ่ายทั้งหมดเท่าไหร่ และแผนการเงินของเรารับได้หรือไม่

ตัวอย่างคำนวณวงเงินกู้บ้านแบบเข้าใจง่าย

สมมติว่าผู้กู้มีรายได้ 50,000 บาทต่อเดือน และประเมินแล้วว่าผ่อนบ้านได้แบบสบาย ๆ ประมาณ 15,000 บาทต่อเดือน

หากต้องการผ่อน 30 ปี ธนาคารจะนำค่างวด 15,000 บาทนี้ไปคำนวณร่วมกับอัตราดอกเบี้ย ระยะเวลาผ่อน และเงื่อนไขสินเชื่อ เพื่อประเมินว่าวงเงินกู้ควรอยู่ประมาณเท่าไหร่

ในทางปฏิบัติ วงเงินกู้ที่ได้อาจไม่ได้ตรงกับที่เราคำนวณเอง เพราะธนาคารยังดูปัจจัยอื่น ๆ เช่น ภาระหนี้เดิม อายุผู้กู้ อาชีพ ความมั่นคงของรายได้ หลักประกัน ประวัติเครดิต และสัดส่วนเงินดาวน์

ตัวอย่างนี้จึงใช้เพื่อให้เห็นภาพเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ใช่ผลอนุมัติจริง

ภาระหนี้ต่อรายได้สำคัญมาก

อีกแนวคิดที่สำคัญในการ กู้ซื้อบ้าน คือภาระหนี้ต่อรายได้ หรือการดูว่ารายได้ต่อเดือนของเราถูกใช้ไปกับการจ่ายหนี้ทั้งหมดมากแค่ไหน

หนี้ทั้งหมดในที่นี้ไม่ได้หมายถึงหนี้บ้านอย่างเดียว แต่รวมถึงหนี้เดิมและหนี้ใหม่ที่จะเกิดขึ้นหลังซื้อบ้านด้วย

ตัวอย่างเช่น หากมีรายได้ 60,000 บาทต่อเดือน มีหนี้เดิม 15,000 บาท และค่างวดบ้านใหม่ 18,000 บาท ภาระหนี้รวมต่อเดือนคือ 33,000 บาท

ยิ่งภาระหนี้รวมสูง ธนาคารก็ยิ่งต้องพิจารณามากขึ้น เพราะสะท้อนว่าผู้กู้อาจมีเงินเหลือสำหรับใช้ชีวิตน้อยลง

สำหรับคนที่อยากเพิ่มโอกาสกู้ผ่าน ควรลดหนี้เดิมให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ก่อนยื่นกู้

บัตรเครดิตมีผลต่อวงเงินกู้ไหม?

มีผลแน่นอน โดยเฉพาะถ้ามียอดใช้บัตรเครดิตสูง จ่ายขั้นต่ำบ่อย หรือมีประวัติชำระล่าช้า

แม้บางคนจะคิดว่าบัตรเครดิตเป็นเรื่องเล็ก แต่ธนาคารอาจมองว่ายอดบัตรเครดิตเป็นภาระหนี้ที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน โดยเฉพาะหากมีการใช้วงเงินสูงต่อเนื่อง

ก่อนยื่น สินเชื่อบ้าน ควรจัดการบัตรเครดิตให้เรียบร้อย เช่น ลดการใช้วงเงินสูง ๆ ปิดยอดค้างให้มากขึ้น หลีกเลี่ยงการจ่ายขั้นต่ำ และไม่ก่อหนี้ใหม่ในช่วงใกล้ยื่นกู้

การมีบัตรเครดิตไม่ใช่เรื่องเสียหาย หากใช้อย่างมีวินัยและชำระตรงเวลา แต่ถ้าใช้จนเต็มวงเงินหรือจ่ายล่าช้า อาจกระทบความน่าเชื่อถือในการขอสินเชื่อได้

เครดิตบูโรสำคัญกับการกู้บ้านแค่ไหน?

เครดิตบูโร เป็นข้อมูลที่ช่วยให้สถาบันการเงินเห็นประวัติสินเชื่อและพฤติกรรมการชำระหนี้ของผู้กู้ เช่น เคยมีสินเชื่ออะไรบ้าง วงเงินเท่าไหร่ ชำระตรงเวลาหรือไม่ มีหนี้ค้างหรือไม่ และบัญชีอยู่ในสถานะปกติหรือเปล่า

หากมีประวัติชำระหนี้ตรงเวลาอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้กู้

แต่หากมีประวัติค้างชำระ ชำระล่าช้า หรือมีหนี้เสีย อาจทำให้การอนุมัติสินเชื่อยากขึ้น ได้วงเงินน้อยลง หรืออาจต้องใช้เวลาปรับปรุงเครดิตก่อนยื่นกู้ใหม่

สำหรับคนที่วางแผนซื้อบ้าน ควรตรวจเครดิตบูโรล่วงหน้าก่อนยื่นกู้ เพื่อดูว่าข้อมูลถูกต้องหรือไม่ และมีจุดไหนที่ควรปรับปรุงก่อนขอสินเชื่อบ้าน

รายได้เสริมช่วยเพิ่มวงเงินกู้ได้ไหม?

รายได้เสริมสามารถช่วยเพิ่มโอกาสกู้ได้ หากเป็นรายได้ที่มีหลักฐานชัดเจนและมีความสม่ำเสมอ

ตัวอย่างรายได้เสริม เช่น ค่าคอมมิชชัน รายได้จากงานฟรีแลนซ์ ค่าเช่า รายได้จากธุรกิจออนไลน์ หรือรายได้จากกิจการส่วนตัว

แต่ถ้ารายได้เสริมไม่มีหลักฐาน ไม่มีรายการเดินบัญชี หรือไม่สม่ำเสมอ ธนาคารอาจไม่นำมาคิดเต็มจำนวน

ดังนั้น หากมีแผนซื้อบ้านในอนาคต ควรเริ่มจัดการรายได้ให้เข้าบัญชีอย่างเป็นระบบ เก็บเอกสารรายรับ และทำให้ธนาคารมองเห็นที่มาของรายได้ชัดเจน

กู้ร่วมช่วยเพิ่มวงเงินได้ไหม?

กู้ร่วม เป็นอีกวิธีที่ช่วยเพิ่มวงเงินกู้ได้ในบางกรณี เพราะธนาคารจะนำรายได้ของผู้กู้ร่วมมาพิจารณารวมด้วย

ผู้กู้ร่วมอาจเป็นคู่สมรส พ่อแม่ พี่น้อง หรือบุคคลที่ธนาคารยอมรับตามเงื่อนไข โดยต้องมีเอกสารรายได้และประวัติเครดิตที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม การกู้ร่วมไม่ได้แปลว่าจะดีเสมอไป เพราะผู้กู้ร่วมจะมีภาระหนี้ร่วมกัน และอาจกระทบความสามารถในการขอสินเชื่อของผู้กู้ร่วมในอนาคตด้วย

ก่อนกู้ร่วมควรคุยกันให้ชัดเจนเรื่องการผ่อน ความรับผิดชอบ เอกสารกรรมสิทธิ์ และแผนระยะยาว เพื่อป้องกันปัญหาภายหลัง

ระยะเวลาผ่อนมีผลต่อวงเงินกู้ยังไง?

ระยะเวลาผ่อนมีผลโดยตรงต่อค่างวดและวงเงินกู้ที่ประเมินได้

ถ้าผ่อนนาน เช่น 30 ปี ค่างวดต่อเดือนจะต่ำลงเมื่อเทียบกับการผ่อนสั้น ทำให้หลายคนมีโอกาสกู้ได้วงเงินสูงขึ้น

แต่ข้อควรระวังคือ การผ่อนนานอาจทำให้ดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญาสูงขึ้น เพราะเราจ่ายดอกเบี้ยเป็นเวลานานกว่า

ถ้าผ่อนสั้น เช่น 15-20 ปี ค่างวดต่อเดือนจะสูงกว่า แต่มีโอกาสจ่ายดอกเบี้ยรวมน้อยกว่า

ทางเลือกที่เหมาะสมจึงขึ้นอยู่กับรายได้ ความมั่นคงทางการเงิน และความสามารถในการผ่อนของแต่ละคน

ดอกเบี้ยมีผลกับวงเงินกู้มากกว่าที่คิด

อัตราดอกเบี้ยเป็นปัจจัยสำคัญมากในการคำนวณ วงเงินกู้บ้าน เพราะดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะทำให้ค่างวดต่อเดือนสูงขึ้น หรือทำให้วงเงินที่กู้ได้ลดลงเมื่อค่างวดที่ผ่อนไหวเท่าเดิม

ตัวอย่างเช่น หากเราผ่อนไหวเดือนละ 15,000 บาท เมื่อดอกเบี้ยต่ำ อาจกู้ได้วงเงินมากกว่า แต่ถ้าดอกเบี้ยสูงขึ้น วงเงินที่กู้ได้อาจลดลง

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจซื้อบ้าน ควรเปรียบเทียบข้อเสนอสินเชื่อจากหลายธนาคาร ไม่ใช่ดูแค่ดอกเบี้ยปีแรก แต่ควรดูดอกเบี้ยเฉลี่ย ค่าธรรมเนียม เงื่อนไขประกัน และค่าใช้จ่ายอื่นร่วมด้วย

อย่าลืมเงินดาวน์และค่าใช้จ่ายวันโอน

หลายคนคำนวณแค่ว่ากู้ได้เท่าไหร่ แต่ลืมคิดว่า การซื้อบ้านยังมีค่าใช้จ่ายอื่นนอกจากราคาบ้าน

ค่าใช้จ่ายที่ควรเตรียม เช่น เงินดาวน์ ค่าจอง ค่าทำสัญญา ค่าโอนกรรมสิทธิ์ ค่าจดจำนอง ค่าประกันอัคคีภัย ค่าประเมินหลักประกัน ค่าตกแต่ง ค่าขนย้าย และเงินสำรองหลังเข้าอยู่

หากไม่มีเงินก้อนสำรองเลย แม้จะกู้ผ่าน ก็อาจเกิดความตึงตัวทางการเงินทันทีหลังซื้อบ้าน

การวางแผนซื้อบ้านจึงควรคิดทั้งวงเงินกู้ ค่างวด และเงินสดที่ต้องใช้ในช่วงก่อนและหลังโอน

ซื้อบ้านมือสองต้องคำนวณอะไรเพิ่ม?

หากซื้อ บ้านมือสอง ควรคำนวณค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและรีโนเวทเพิ่มเติมด้วย

บ้านมือสองบางหลังราคาไม่สูงมาก แต่หลังซื้ออาจต้องซ่อมหลังคา ระบบไฟ ระบบน้ำ ห้องน้ำ ครัว พื้น ผนัง หรือเฟอร์นิเจอร์บางส่วน

หากนำงบทั้งหมดไปใช้กับราคาบ้านและค่างวด อาจไม่มีเงินเหลือพอสำหรับปรับปรุงบ้านให้พร้อมอยู่

ดังนั้น ก่อนยื่นกู้บ้านมือสอง ควรประเมินต้นทุนรวมว่า ราคาบ้าน + ค่าโอน + ค่าซ่อม + ค่าแต่งบ้าน อยู่ในระดับที่รับได้หรือไม่

บ้านที่ดูราคาดีอาจไม่คุ้มเสมอไป หากมีค่าซ่อมแฝงสูงเกินไป

บ้านรีโนเวทพร้อมอยู่ช่วยวางแผนง่ายขึ้นไหม?

บ้านรีโนเวทพร้อมอยู่ อาจช่วยให้บางคนวางแผนการเงินง่ายขึ้น เพราะบ้านผ่านการปรับปรุงบางส่วนแล้ว เช่น สี พื้น ห้องน้ำ ครัว หรือระบบพื้นฐานบางจุด ทำให้ไม่ต้องเตรียมงบซ่อมใหญ่ทันทีหลังเข้าอยู่

อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสภาพบ้านให้ละเอียดก่อนซื้อ และดูว่างานรีโนเวทแก้ปัญหาจริงหรือเป็นเพียงการตกแต่งผิวหน้า

หากบ้านรีโนเวทดีและพร้อมอยู่จริง ผู้ซื้ออาจควบคุมงบหลังโอนได้ง่ายขึ้น เพราะไม่ต้องจ่ายค่าซ่อมหนักในช่วงแรก

แต่ถ้าบ้านรีโนเวทไม่ดี อาจกลายเป็นค่าใช้จ่ายซ่อมซ้ำได้เช่นกัน

วิธีเพิ่มโอกาสได้วงเงินกู้สูงขึ้น

หากประเมินแล้วว่าวงเงินกู้อาจยังไม่พอ สามารถเตรียมตัวล่วงหน้าเพื่อเพิ่มโอกาสได้ เช่น

ลดภาระหนี้เดิม
ปิดหนี้บัตรเครดิต หนี้ผ่อนสินค้า หรือสินเชื่อที่ไม่จำเป็นก่อนยื่นกู้

สร้างประวัติชำระหนี้ให้ดี
ชำระตรงเวลา ไม่ค้าง ไม่จ่ายขั้นต่ำต่อเนื่องโดยไม่จำเป็น

เดินบัญชีให้สม่ำเสมอ
โดยเฉพาะฟรีแลนซ์ เจ้าของกิจการ หรือคนมีรายได้หลายทาง

เพิ่มเงินดาวน์
เงินดาวน์มากขึ้นช่วยลดวงเงินที่ต้องกู้ และอาจทำให้ธนาคารมองว่าความเสี่ยงลดลง

เตรียมเอกสารให้ครบ
เอกสารรายได้ รายการเดินบัญชี เอกสารภาษี และเอกสารหนี้เดิมควรพร้อม

พิจารณากู้ร่วมอย่างรอบคอบ
หากมีผู้กู้ร่วมที่รายได้ดีและเครดิตดี อาจช่วยเพิ่มโอกาสกู้ได้

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการประเมินวงเงินกู้บ้าน

หลายคนประเมิน วงเงินกู้บ้าน ผิดพลาด เพราะดูแค่รายได้ แต่ไม่ดูภาระหนี้ ค่าใช้จ่ายจริง และเงินสำรอง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย ได้แก่ เลือกบ้านเกินกำลังผ่อน ไม่เผื่อดอกเบี้ยที่อาจเปลี่ยนในอนาคต ไม่คำนวณค่าโอน ไม่เตรียมเงินดาวน์ ไม่ตรวจเครดิตบูโร และไม่เผื่อค่าซ่อมบ้านหลังซื้อ

อีกข้อผิดพลาดคือคิดว่า “ธนาคารให้กู้เท่าไหร่ ก็แปลว่าเราผ่อนไหวเท่านั้น” ทั้งที่ความสามารถในการผ่อนของแต่ละคนขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์และค่าใช้จ่ายจริงด้วย

ดังนั้น แม้ธนาคารอนุมัติวงเงินสูง แต่ผู้ซื้อควรถามตัวเองอีกครั้งว่า ผ่อนแล้วเรายังใช้ชีวิตได้สบายไหม

เช็กลิสต์ก่อนยื่นกู้ซื้อบ้าน

ก่อนยื่น สินเชื่อบ้าน ลองเช็กตามนี้

1. รู้รายได้ต่อเดือนที่มีหลักฐานชัดเจนแล้วหรือยัง
ควรดูรายได้ที่ธนาคารสามารถตรวจสอบได้

2. ลิสต์ภาระหนี้เดิมครบหรือยัง
รวมผ่อนรถ บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และหนี้อื่น ๆ

3. รู้ค่างวดที่ผ่อนไหวจริงไหม
ควรเป็นตัวเลขที่ผ่อนแล้วไม่กระทบค่าใช้จ่ายจำเป็น

4. ตรวจเครดิตบูโรแล้วหรือยัง
ควรตรวจล่วงหน้าเพื่อดูข้อมูลและแก้ไขหากพบความผิดพลาด

5. มีเงินดาวน์และค่าใช้จ่ายวันโอนพร้อมไหม
อย่าคิดเฉพาะค่างวดบ้านอย่างเดียว

6. เปรียบเทียบสินเชื่อหลายธนาคารหรือยัง
ควรดูดอกเบี้ยเฉลี่ย เงื่อนไข และค่าใช้จ่ายอื่น

7. บ้านที่เลือกมีค่าซ่อมหรือค่ารีโนเวทเพิ่มไหม
โดยเฉพาะบ้านมือสองควรตรวจให้ละเอียด

8. มีเงินสำรองหลังเข้าอยู่หรือไม่
ควรมีเงินฉุกเฉินสำหรับค่าซ่อม ค่าตกแต่ง และค่าใช้จ่ายไม่คาดคิด

บ้านสร้างตัวช่วยให้วางแผนซื้อบ้านง่ายขึ้น

สำหรับคนที่กำลังวางแผนซื้อ บ้านหลังแรก, บ้านมือสอง, หรือ บ้านรีโนเวทพร้อมอยู่ การรู้กำลังซื้อของตัวเองเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมาก

บ้านสร้างตัวให้ความสำคัญกับการคัดสรรบ้านที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง ทั้งทำเล งบประมาณ พื้นที่ใช้สอย และความพร้อมเข้าอยู่ เพื่อช่วยให้คนอยากมีบ้านเลือกบ้านได้เหมาะกับความสามารถในการผ่อนของตัวเองมากขึ้น

เพราะบ้านที่ดีไม่ใช่แค่บ้านที่สวยหรือถูกใจ แต่ควรเป็นบ้านที่ซื้อแล้วผ่อนไหว อยู่ได้จริง และไม่ทำให้การเงินตึงเกินไปในระยะยาว

สรุป วิธีคำนวณวงเงินกู้บ้านแบบง่าย ๆ ด้วยตัวเอง

คำนวณวงเงินกู้บ้าน เบื้องต้นสามารถทำได้โดยเริ่มจากดูรายได้ต่อเดือน หักภาระหนี้เดิม ประเมินค่างวดที่ผ่อนไหว และนำไปเทียบกับระยะเวลาผ่อนและอัตราดอกเบี้ยโดยประมาณ

แม้วิธีคำนวณด้วยตัวเองจะไม่แม่น 100% แต่ช่วยให้เห็นภาพว่าบ้านราคาไหนเหมาะกับกำลังซื้อของเรา และควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนยื่นกู้จริง

ปัจจัยที่มีผลต่อ วงเงินกู้บ้าน ได้แก่ รายได้ ภาระหนี้เดิม ระยะเวลาผ่อน ดอกเบี้ย เครดิตบูโร อายุ อาชีพ ผู้กู้ร่วม และเงินดาวน์

ก่อนซื้อบ้าน ควรจำไว้ว่า กู้ได้สูงไม่ได้แปลว่าควรกู้เต็มเสมอไป สิ่งสำคัญคือเลือกบ้านที่ผ่อนแล้วไม่เหนื่อยเกินไป ยังมีเงินสำรอง และยังใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคง

การวางแผนการเงินตั้งแต่ก่อนซื้อบ้าน จะช่วยให้การมีบ้านเป็นเรื่องที่สบายใจมากขึ้น และทำให้บ้านหลังแรกกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของชีวิต ไม่ใช่ภาระที่หนักเกินไป