กลิ่นสัตว์เลี้ยงในบ้าน ปัญหาที่แก้ได้ ถ้าจัดการถูกจุด
การเลี้ยงสัตว์ในบ้านช่วยเติมความสุข ความอบอุ่น และทำให้บ้านมีชีวิตชีวามากขึ้น แต่สิ่งที่เจ้าของบ้านหลายคนต้องเจอเหมือนกันคือ กลิ่นสัตว์เลี้ยงในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นขน กลิ่นฉี่ กลิ่นตัว กลิ่นเปียก หรือกลิ่นอับที่ค่อย ๆ สะสมตามโซฟา พรม ผ้าม่าน เบาะนอน และมุมโปรดของสัตว์เลี้ยง
ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะบ้านที่มีแมว สุนัข หรือสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ ย่อมมีโอกาสเกิดกลิ่นสะสมได้มากกว่าบ้านทั่วไป แต่ถ้าปล่อยไว้นาน บ้านอาจเริ่มอับ อากาศไม่สดชื่น และแขกที่มาเยือนอาจรับรู้กลิ่นได้ทันทีตั้งแต่เปิดประตู
ข่าวดีคือ แก้กลิ่นสัตว์เลี้ยง ได้ หากจัดการที่ต้นเหตุ ไม่ใช่แค่ฉีดสเปรย์หอมเพื่อกลบกลิ่น เพราะกลิ่นสัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่มักซ่อนอยู่ตามของใช้ ผ้า พื้น มุมขับถ่าย และพื้นที่ที่อากาศไม่ถ่ายเท
บทความนี้จะพาไปดูวิธีทำให้ บ้านเลี้ยงสัตว์ อยู่แล้วสดชื่นขึ้น สะอาดขึ้น และยังปลอดภัยกับสัตว์เลี้ยงในบ้านด้วย
กลิ่นสัตว์เลี้ยงไม่ได้มาจากตัวสัตว์อย่างเดียว
หลายคนคิดว่า บ้านมีกลิ่นสัตว์เลี้ยง เพราะตัวสุนัขหรือแมวไม่สะอาด แต่ความจริงแล้วกลิ่นส่วนใหญ่มักสะสมอยู่ตามของใช้และพื้นผิวในบ้านมากกว่า
จุดที่สะสมกลิ่นง่าย ได้แก่ เบาะนอนสัตว์เลี้ยง ผ้าห่ม พรม โซฟาผ้า ผ้าม่าน เบาะรองนั่ง มุมใต้โต๊ะ มุมข้างตู้ กระบะทราย แผ่นรองฉี่ และพื้นบริเวณที่สัตว์ชอบนอน
วัสดุเหล่านี้ดูดซับทั้งกลิ่น ความชื้น ขน และคราบต่าง ๆ ได้ง่าย หากไม่ได้ทำความสะอาดเป็นประจำ กลิ่นจะค่อย ๆ สะสมจนบ้านเริ่มอับ แม้สัตว์เลี้ยงจะอาบน้ำสะอาดแล้วก็ตาม
ดังนั้น การแก้กลิ่นที่ดีต้องเริ่มจากการหาว่ากลิ่นอยู่ตรงไหน ไม่ใช่รีบฉีดน้ำหอมทับทันที
1. เริ่มจากทำความสะอาดจุดที่สัตว์เลี้ยงใช้บ่อย
จุดแรกที่ควรจัดการคือพื้นที่ที่สัตว์เลี้ยงใช้เป็นประจำ เช่น ที่นอน เบาะ ผ้าห่ม ของเล่น ผ้ารองกรง หรือมุมที่สัตว์ชอบนอน
ของเหล่านี้ควรซักหรือล้างเป็นประจำ เพราะเป็นแหล่งสะสมกลิ่นขน กลิ่นน้ำลาย กลิ่นตัว และความชื้น หากเป็นผ้าที่ซักได้ ควรซักด้วยน้ำยาที่เหมาะสมและตากให้แห้งสนิทก่อนนำกลับมาใช้
ถ้าเป็นเบาะหรือที่นอนสัตว์เลี้ยง ควรเลือกแบบถอดปลอกซักได้ เพราะจะช่วยให้ทำความสะอาดง่ายกว่า และลดกลิ่นสะสมในระยะยาว
สำหรับ บ้านเลี้ยงสัตว์ การมีของใช้ที่ถอดซักได้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะช่วยให้บ้านสะอาดขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งสเปรย์ดับกลิ่นบ่อย ๆ
2. ดูแลกระบะทราย แผ่นรองฉี่ และมุมขับถ่ายให้สะอาด
จุดที่มีกลิ่นแรงที่สุดในบ้านมักเป็นมุมขับถ่ายของสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะบ้านที่เลี้ยงแมวหรือสุนัขในบ้าน
หากเป็นแมว ควรตักของเสียออกจากกระบะทรายทุกวัน และเปลี่ยนทรายตามความเหมาะสม เพราะแม้จะเก็บก้อนของเสียแล้ว แต่กลิ่นยังสามารถติดกระบะและมุมวางได้
หากเป็นสุนัขที่ใช้แผ่นรองฉี่ ควรเปลี่ยนแผ่นรองสม่ำเสมอ และทำความสะอาดพื้นบริเวณนั้น ไม่ใช่แค่เก็บแผ่นเก่าออก เพราะกลิ่นฉี่อาจซึมติดพื้น ร่องกระเบื้อง หรือผนังใกล้เคียงได้
ปัญหา กลิ่นฉี่แมว และ กลิ่นฉี่สุนัข ควรจัดการเร็วที่สุด เพราะถ้าปล่อยไว้นาน กลิ่นจะติดแน่นและสัตว์อาจกลับมาขับถ่ายซ้ำที่เดิม
3. ใช้น้ำยาทำความสะอาดที่ช่วยจัดการกลิ่นจากต้นเหตุ
การทำความสะอาดคราบปัสสาวะหรือของเสียจากสัตว์เลี้ยง ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ช่วยจัดการกลิ่นจากต้นเหตุ ไม่ใช่แค่กลบกลิ่น
โดยเฉพาะคราบฉี่บนพื้น พรม หรือโซฟาผ้า ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับคราบสัตว์เลี้ยง และควรทดลองกับพื้นที่เล็ก ๆ ก่อน เพื่อป้องกันสีตกหรือวัสดุเสียหาย
หากเป็นพื้นกระเบื้อง ควรเช็ดให้ถึงร่องยาแนว เพราะกลิ่นมักซึมเข้าไปตามร่องเล็ก ๆ ได้ง่าย หากเป็นพื้นไม้หรือพื้นลามิเนต ต้องระวังความชื้นและรีบเช็ดให้แห้ง ไม่ควรปล่อยให้ของเหลวซึมลงพื้นนาน
สิ่งสำคัญคือไม่ควรใช้กลิ่นแรงมากเกินไป เพราะสัตว์เลี้ยงมีจมูกไว และอาจไม่สบายตัวจากกลิ่นที่คนรู้สึกว่าหอมได้
4. เปิดบ้านให้อากาศถ่ายเท ลดกลิ่นอับสะสม
บ้านที่ปิดทึบ เปิดแอร์ทั้งวัน หรือไม่มีลมผ่าน มักทำให้ กลิ่นสัตว์เลี้ยงในบ้าน ชัดขึ้น เพราะอากาศเก่าไม่ถูกระบายออก
วิธีง่าย ๆ คือเปิดหน้าต่างหรือประตูบางช่วงของวัน เพื่อให้อากาศหมุนเวียน หากบ้านมีหน้าต่างตรงข้ามกัน ควรเปิดให้ลมผ่านจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง จะช่วยไล่กลิ่นอับได้ดีขึ้น
ถ้าบ้านไม่มีช่องลมมาก อาจใช้พัดลมช่วยเป่าอากาศออก หรือเพิ่มพัดลมดูดอากาศในจุดที่มีกลิ่นสะสม เช่น ห้องน้ำสัตว์เลี้ยง มุมซักล้าง หรือห้องที่วางกระบะทราย
การดับกลิ่นที่ดีที่สุดไม่ใช่การใช้กลิ่นใหม่ไปกลบ แต่คือการเอากลิ่นเก่าออกจากบ้านให้ได้ก่อน
5. ดูดฝุ่นและกำจัดขนสัตว์เป็นประจำ
ขนสัตว์ไม่ได้ทำให้บ้านดูไม่สะอาดเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งสะสมฝุ่น กลิ่น และความชื้นได้ด้วย โดยเฉพาะตามโซฟา พรม ผ้าม่าน ใต้เตียง และมุมที่สัตว์ชอบนอน
บ้านที่เลี้ยงสัตว์ควรดูดฝุ่นบ่อยกว่าบ้านทั่วไป โดยเฉพาะในช่วงที่สัตว์ผลัดขน หรือช่วงหน้าฝนที่ความชื้นในบ้านสูงขึ้น
หากใช้พรม ควรเลือกพรมที่ซักง่ายหรือดูดฝุ่นง่าย ไม่ควรใช้พรมขนยาวมากเกินไป เพราะอาจเก็บกลิ่น ขน และฝุ่นมากกว่าปกติ
สำหรับโซฟาผ้า ควรใช้ผ้าคลุมที่ถอดซักได้ จะช่วยให้ดูแลบ้านง่ายขึ้นและลดกลิ่นสะสมได้ดีมาก
6. อาบน้ำและดูแลขนสัตว์เลี้ยงให้เหมาะสม
ตัวสัตว์เลี้ยงเองก็เป็นหนึ่งในแหล่งกลิ่น โดยเฉพาะสุนัขที่ออกไปเดินเล่นนอกบ้าน เปียกฝน หรือชอบนอนบนพื้น
ควรดูแลความสะอาดของสัตว์เลี้ยงตามความเหมาะสมของสายพันธุ์และสุขภาพ ไม่จำเป็นต้องอาบน้ำบ่อยเกินไป เพราะอาจทำให้ผิวแห้งหรือระคายเคืองได้ แต่ควรแปรงขน เช็ดตัว และทำความสะอาดอุ้งเท้าเป็นประจำ
สำหรับสุนัขที่มีกลิ่นตัวแรงผิดปกติ หรือแมวที่เริ่มมีกลิ่นแปลกจากตัว หู หรือปาก ควรสังเกตสุขภาพร่วมด้วย เพราะบางครั้งกลิ่นอาจไม่ได้มาจากความสกปรก แต่เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพ
หากกลิ่นผิดปกติต่อเนื่อง ควรปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
7. ระวังกลิ่นเปียกและความชื้นในบ้าน
ช่วงหน้าฝนหรือวันที่สัตว์เลี้ยงตัวเปียก กลิ่นจะชัดขึ้นกว่าปกติ เพราะความชื้นทำให้เกิดกลิ่นอับได้ง่าย
หลังพาสุนัขเดินเล่นหรือหลังสัตว์เลี้ยงเปียกฝน ควรเช็ดตัวและเป่าให้แห้งก่อนปล่อยให้ขึ้นโซฟา เตียง หรือพรม เพราะถ้าความชื้นติดวัสดุเหล่านี้ กลิ่นอับจะสะสมเร็วมาก
บ้านที่มีสัตว์เลี้ยงควรมีผ้าเช็ดตัวเฉพาะสำหรับสัตว์เลี้ยง และควรซักผ้านั้นเป็นประจำ ไม่ควรทิ้งผ้าเปียกไว้ในตะกร้านาน เพราะจะกลายเป็นอีกแหล่งกลิ่นในบ้าน
ความชื้นเป็นตัวเร่งกลิ่น ดังนั้นการทำให้บ้านแห้งและอากาศถ่ายเทดีคือหัวใจสำคัญของการ แก้กลิ่นสัตว์เลี้ยง
8. เลือกวัสดุแต่งบ้านที่ทำความสะอาดง่าย
หากกำลังแต่งบ้านใหม่หรือทำ บ้านรีโนเวท และมีสัตว์เลี้ยง ควรเลือกวัสดุที่ทำความสะอาดง่ายตั้งแต่แรก เพราะจะช่วยลดปัญหากลิ่นสะสมในระยะยาว
พื้นบ้านควรเลือกวัสดุที่เช็ดง่าย ไม่ดูดซับคราบ และทนความชื้น เช่น กระเบื้อง พื้นไวนิลบางประเภท หรือวัสดุที่เหมาะกับบ้านมีสัตว์เลี้ยง
โซฟาควรเลือกผ้าที่ถอดซักได้ หนังเทียมคุณภาพดี หรือวัสดุที่ไม่เก็บขนง่าย ส่วนผ้าม่านควรเลือกแบบซักง่าย ไม่หนาเกินไป และไม่ลากพื้นจนเป็นที่สะสมขน
บ้านที่เลือกวัสดุเหมาะกับสัตว์เลี้ยงจะดูแลง่ายกว่า ลดกลิ่นได้ง่ายกว่า และทำให้บ้านสดชื่นนานขึ้น
9. อย่าใช้สเปรย์หอมแรง ๆ เพื่อกลบกลิ่น
เมื่อบ้านเริ่มมีกลิ่น หลายคนมักรีบใช้สเปรย์หอม เทียนหอม น้ำหอมปรับอากาศ หรือเครื่องพ่นกลิ่นทันที แต่การใช้กลิ่นแรงเพื่อกลบกลิ่นสัตว์เลี้ยงอาจไม่ใช่วิธีที่ดีเสมอไป
กลิ่นหอมแรงอาจทำให้คนในบ้านรู้สึกดีขึ้นชั่วคราว แต่ถ้าต้นเหตุยังอยู่ กลิ่นเดิมก็จะกลับมา และบางครั้งกลิ่นหอมผสมกับกลิ่นสัตว์เลี้ยงอาจทำให้บ้านมีกลิ่นแปลกกว่าเดิม
ที่สำคัญ สุนัขและแมวมีประสาทรับกลิ่นไวมาก กลิ่นที่แรงเกินไปอาจทำให้สัตว์เลี้ยงเครียด ระคายเคือง หรือไม่สบายตัวได้
วิธีที่ดีกว่าคือทำความสะอาดต้นเหตุ ระบายอากาศ และใช้กลิ่นอ่อน ๆ เท่าที่จำเป็น โดยต้องแน่ใจว่าปลอดภัยกับสัตว์เลี้ยง
10. ระวังน้ำมันหอมระเหยและดิฟฟิวเซอร์ในบ้านที่มีสัตว์เลี้ยง
น้ำมันหอมระเหยและดิฟฟิวเซอร์เป็นของแต่งบ้านที่หลายคนชอบใช้เพื่อให้บ้านหอม แต่ถ้ามีสัตว์เลี้ยงควรระวังเป็นพิเศษ
สัตว์เลี้ยงบางชนิด โดยเฉพาะแมว สุนัข และนก อาจไวต่อกลิ่นหรือสารบางชนิดในน้ำมันหอมระเหย กลิ่นที่ดูผ่อนคลายสำหรับคน อาจไม่เหมาะกับสัตว์เลี้ยงเสมอไป
หากต้องการใช้ ควรใช้ในปริมาณน้อย เปิดในพื้นที่ที่อากาศถ่ายเท และต้องให้สัตว์เลี้ยงสามารถเดินออกจากห้องนั้นได้ ไม่ควรใช้ในพื้นที่ปิดทึบหรือใกล้ที่นอนสัตว์เลี้ยง
หากสัตว์เลี้ยงมีอาการจาม ไอ น้ำลายไหล อาเจียน ซึม หายใจผิดปกติ หรือหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีกลิ่น ควรหยุดใช้ทันทีและปรึกษาสัตวแพทย์
11. ใช้เบกกิ้งโซดาช่วยดูดกลิ่นในบางจุด
เบกกิ้งโซดาเป็นตัวช่วยดูดกลิ่นที่หลายบ้านใช้ได้ แต่ควรใช้อย่างระมัดระวังและไม่ควรให้สัตว์เลี้ยงกินหรือเลียโดยตรง
สามารถโรยบาง ๆ บนพรมหรือผ้าบางชนิด ทิ้งไว้สักพักแล้วดูดฝุ่นออกให้หมด หรือวางในภาชนะปิดบางส่วนในมุมที่สัตว์เลี้ยงเข้าไม่ถึง เพื่อช่วยลดกลิ่นอับ
ก่อนใช้กับผ้าหรือพรม ควรทดลองในมุมเล็ก ๆ ก่อน เพราะวัสดุบางชนิดอาจเกิดคราบหรือสีเปลี่ยนได้
เบกกิ้งโซดาเป็นตัวช่วยเสริม แต่ไม่ควรใช้แทนการทำความสะอาดคราบจริง โดยเฉพาะคราบฉี่หรือของเสียที่ต้องจัดการจากต้นเหตุ
12. ทำความสะอาดโซฟา พรม และผ้าม่านอย่างสม่ำเสมอ
โซฟา พรม และผ้าม่านเป็นจุดที่กลิ่นสัตว์เลี้ยงติดง่ายมาก เพราะเป็นวัสดุที่ดูดซับกลิ่นและความชื้นได้ดี
หากบ้านมีสัตว์เลี้ยง ควรดูดฝุ่นโซฟาและพรมบ่อย ๆ ถอดผ้าคลุมซักเป็นประจำ และเปิดม่านให้โดนแสงและอากาศบ้าง เพื่อลดกลิ่นอับ
ผ้าม่านที่อยู่ใกล้มุมสัตว์เลี้ยงควรซักตามระยะ เพราะขนและกลิ่นสามารถติดผ้าได้ง่ายโดยไม่รู้ตัว
ถ้ากลิ่นติดพรมหรือโซฟาแน่นมาก อาจต้องใช้บริการทำความสะอาดเฉพาะทาง หรือพิจารณาเปลี่ยนวัสดุให้เหมาะกับบ้านที่มีสัตว์เลี้ยงมากขึ้น
13. แยกพื้นที่สัตว์เลี้ยงให้เป็นสัดส่วน
การแยกพื้นที่สัตว์เลี้ยงไม่ได้หมายความว่าต้องกั้นสัตว์ให้อยู่โดดเดี่ยว แต่ควรมีมุมประจำที่ชัดเจน เช่น มุมกินอาหาร มุมนอน มุมขับถ่าย และมุมของเล่น
เมื่อสัตว์มีพื้นที่เป็นสัดส่วน เจ้าของบ้านจะทำความสะอาดง่ายขึ้น และควบคุมกลิ่นได้ดีกว่าการปล่อยให้ของใช้สัตว์กระจายไปทั่วบ้าน
ควรเลือกมุมที่อากาศถ่ายเท ไม่ชื้น ไม่ใกล้ครัวหรือโต๊ะกินข้าว และทำความสะอาดพื้นได้ง่าย
สำหรับบ้านพื้นที่เล็ก อาจใช้ชั้นวางของ ตะกร้า หรือกล่องเก็บของสัตว์เลี้ยงให้เป็นระเบียบ เพื่อลดความรกและกลิ่นสะสม
14. ถังขยะสัตว์เลี้ยงต้องปิดสนิทและทิ้งบ่อย
บ้านที่มีสัตว์เลี้ยงมักมีขยะเฉพาะ เช่น ทรายแมวที่ใช้แล้ว แผ่นรองฉี่ ถุงเก็บอุจจาระ ขนจากการแปรงขน หรือผ้าเช็ดตัวที่เปื้อน
ขยะเหล่านี้มีกลิ่นเร็วมาก หากทิ้งรวมไว้ในถังขยะเปิดหรือทิ้งค้างคืนหลายวัน บ้านจะมีกลิ่นได้ง่าย
ควรใช้ถังขยะที่มีฝาปิดสนิท ใส่ถุงขยะให้แน่น และทิ้งเป็นประจำ โดยเฉพาะบ้านที่เลี้ยงแมวหรือสุนัขในพื้นที่ปิด
หากถังขยะอยู่ใกล้บริเวณพักผ่อน ควรย้ายไปจุดที่อากาศถ่ายเทและไม่รบกวนคนในบ้าน
15. บ้านมือสองหรือบ้านรีโนเวท ควรเช็กกลิ่นสัตว์เลี้ยงเดิมก่อนซื้อ
สำหรับคนที่กำลังซื้อ บ้านมือสอง หรือ บ้านรีโนเวท หากเจ้าของเดิมเคยเลี้ยงสัตว์ ควรตรวจกลิ่นภายในบ้านให้ละเอียดก่อนตัดสินใจ
บางครั้งบ้านดูสะอาดและทาสีใหม่แล้ว แต่กลิ่นสัตว์เลี้ยงอาจยังติดอยู่ตามพื้น พรม โซฟา ผ้าม่าน ร่องกระเบื้อง หรือมุมขับถ่ายเดิม
ควรไปดูบ้านในช่วงที่ไม่ได้เปิดแอร์หรือฉีดน้ำหอม เพราะจะช่วยให้รู้กลิ่นจริงของบ้านได้ชัดขึ้น และควรสังเกตมุมอับ ใต้บันได ห้องเก็บของ ห้องซักล้าง และระเบียง
หากพบกลิ่นแรง ควรประเมินค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาด เปลี่ยนวัสดุปูพื้น หรือรีโนเวทบางส่วนก่อนซื้อ เพื่อไม่ให้งบบานปลายหลังเข้าอยู่
16. บ้านที่มีสัตว์เลี้ยง ควรดูแลกลิ่นแบบเป็นกิจวัตร
การทำให้บ้านสดชื่นไม่ใช่การทำความสะอาดครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่ควรทำเป็นกิจวัตรง่าย ๆ
ทุกวันควรเก็บของเสีย เปลี่ยนแผ่นรองฉี่ ตักกระบะทราย เปิดระบายอากาศ และเช็ดจุดที่เปื้อนทันที
ทุกสัปดาห์ควรซักผ้าห่มสัตว์เลี้ยง ดูดฝุ่นโซฟาและพรม ล้างภาชนะอาหาร และทำความสะอาดมุมขับถ่าย
ทุกเดือนควรเช็กผ้าม่าน มุมอับ พื้นที่ใต้เฟอร์นิเจอร์ และของใช้ที่เริ่มมีกลิ่นสะสม
เมื่อทำสม่ำเสมอ บ้านจะสดชื่นขึ้นโดยไม่ต้องใช้กลิ่นหอมแรง ๆ มาช่วยตลอดเวลา
เช็กลิสต์แก้กลิ่นสัตว์เลี้ยงในบ้าน
ก่อนแก้ปัญหา กลิ่นสัตว์เลี้ยงในบ้าน ลองเช็กตามนี้
1. กลิ่นมาจากจุดไหนเป็นหลัก
เช่น กระบะทราย แผ่นรองฉี่ โซฟา พรม หรือที่นอนสัตว์เลี้ยง
2. ของใช้สัตว์เลี้ยงซักหรือทำความสะอาดบ่อยพอไหม
เบาะ ผ้าห่ม ของเล่น และปลอกหมอนควรทำความสะอาดเป็นประจำ
3. บ้านมีอากาศถ่ายเทดีหรือไม่
ถ้าบ้านปิดทึบ กลิ่นจะสะสมง่ายขึ้น
4. มีขนสัตว์สะสมตามพื้นหรือโซฟาไหม
ควรดูดฝุ่นและกำจัดขนเป็นประจำ
5. มุมขับถ่ายสะอาดจริงหรือเปล่า
ต้องดูทั้งของเสีย ภาชนะ พื้น และผนังใกล้เคียง
6. ใช้กลิ่นหอมแรงเกินไปไหม
กลิ่นแรงอาจทำให้สัตว์เลี้ยงไม่สบายตัว
7. คราบฉี่หรือคราบสกปรกถูกจัดการจากต้นเหตุหรือยัง
หากคราบยังอยู่ กลิ่นจะกลับมาอีก
8. วัสดุในบ้านเหมาะกับการเลี้ยงสัตว์หรือไม่
โซฟา พรม ผ้าม่าน และพื้นควรทำความสะอาดง่าย
9. สัตว์เลี้ยงมีกลิ่นผิดปกติจากสุขภาพหรือเปล่า
หากกลิ่นแรงผิดปกติ ควรปรึกษาสัตวแพทย์
บ้านสร้างตัวกับการเลือกบ้านที่อยู่สบายสำหรับคนรักสัตว์
สำหรับคนที่กำลังมองหา บ้านเลี้ยงสัตว์, บ้านมือสอง, หรือ บ้านรีโนเวทพร้อมอยู่ เรื่องกลิ่นและการดูแลบ้านเป็นสิ่งที่ควรคิดตั้งแต่ก่อนเข้าอยู่
บ้านสร้างตัวให้ความสำคัญกับการคัดสรรบ้านที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง ทั้งทำเล พื้นที่ใช้สอย ความพร้อมเข้าอยู่ และความเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละครอบครัว
สำหรับบ้านที่มีสัตว์เลี้ยง บ้านที่ดีควรมีพื้นที่ระบายอากาศได้ดี มีมุมให้สัตว์อยู่เป็นสัดส่วน ทำความสะอาดง่าย และมีวัสดุที่เหมาะกับการใช้งานจริง
เพราะบ้านที่น่าอยู่ไม่ใช่แค่บ้านที่สวย แต่ต้องเป็นบ้านที่อยู่แล้วสบายทั้งคนและสัตว์เลี้ยง
สรุป กลิ่นสัตว์เลี้ยงในบ้าน แก้ได้ถ้าจัดการจากต้นเหตุ
กลิ่นสัตว์เลี้ยงในบ้าน เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย แต่สามารถลดลงได้ หากเริ่มจากการทำความสะอาดจุดที่มีกลิ่นจริง เช่น ที่นอนสัตว์เลี้ยง กระบะทราย แผ่นรองฉี่ พรม โซฟา ผ้าม่าน และมุมอับต่าง ๆ
หัวใจสำคัญของการ แก้กลิ่นสัตว์เลี้ยง คือไม่ใช้กลิ่นแรงเพื่อกลบกลิ่น แต่ต้องกำจัดคราบและความชื้นจากต้นเหตุ พร้อมเปิดให้อากาศถ่ายเท ดูดฝุ่นสม่ำเสมอ และเลือกวัสดุในบ้านที่ทำความสะอาดง่าย
สำหรับบ้านที่เลี้ยงแมวหรือสุนัข ควรระวังการใช้น้ำหอม สเปรย์กลิ่นแรง น้ำมันหอมระเหย หรือดิฟฟิวเซอร์ เพราะสัตว์เลี้ยงอาจไวต่อกลิ่นมากกว่าคน
บ้านที่สดชื่นสำหรับคนรักสัตว์ ไม่จำเป็นต้องหอมแรง แต่ควรสะอาด อากาศดี ไม่อับ และปลอดภัยกับสัตว์เลี้ยงในทุกวัน