ผิดนัดผ่อนบ้านกี่เดือน ถึงเสี่ยงถูกยึดทรัพย์? รู้ก่อนสาย บ้านยังพอรักษาไว้ได้

การซื้อบ้านเป็นหนึ่งในภาระทางการเงินระยะยาวที่หลายคนต้องวางแผนอย่างรอบคอบ เพราะการผ่อนบ้านไม่ได้จบแค่เดือนสองเดือน แต่เป็นภาระต่อเนื่องหลายสิบปี หากวันหนึ่งรายได้สะดุด รายจ่ายเพิ่ม หรือเจอเหตุไม่คาดคิดจนเริ่ม ผิดนัดผ่อนบ้าน หลายคนมักกังวลทันทีว่า “ค้างผ่อนบ้านกี่เดือนถึงจะโดนยึดบ้าน?”

คำตอบคือ ไม่ได้แปลว่าค้าง 1-2 เดือนแล้วธนาคารจะยึดบ้านทันที แต่ถ้าปล่อยให้ค้างนาน โดยเฉพาะเมื่อค้างเกินประมาณ 3 เดือน หรือ 90 วันขึ้นไป จะเริ่มเข้าสู่โซนเสี่ยงมากขึ้น เพราะบัญชีอาจถูกจัดเป็นหนี้เสีย หรือ NPL และอาจนำไปสู่กระบวนการทางกฎหมายได้ในอนาคต

บทความนี้ บ้านสร้างตัว จะพาไปเข้าใจแบบง่าย ๆ ว่า ผิดนัดผ่อนบ้านกี่เดือนถึงเสี่ยงถูกยึดทรัพย์, แต่ละช่วงเวลามีผลอย่างไร และถ้าเริ่มผ่อนไม่ไหวควรทำอย่างไรเพื่อรักษาบ้านไว้ให้ได้มากที่สุด


ผิดนัดผ่อนบ้านคืออะไร?

ผิดนัดผ่อนบ้าน หมายถึง การที่ผู้กู้ไม่สามารถชำระค่างวดบ้านได้ตามวันที่กำหนดในสัญญาสินเชื่อ เช่น ปกติต้องจ่ายทุกวันที่ 5 ของเดือน แต่จ่ายช้า ไม่จ่ายเต็มจำนวน หรือไม่ได้จ่ายเลย

เมื่อเริ่มจ่ายล่าช้า ธนาคารอาจมีการคิด ดอกเบี้ยผิดนัดชำระ หรือมีการติดตามทวงถามตามขั้นตอนของแต่ละสถาบันการเงิน หากปล่อยให้ค้างหลายงวด สถานะบัญชีจะเริ่มเสีย และอาจกระทบต่อประวัติเครดิตในอนาคต

สิ่งสำคัญคือ การผิดนัดชำระไม่ได้มีผลแค่ “เดือนนี้จ่ายช้า” แต่ยังอาจกระทบต่อเรื่องใหญ่ ๆ เช่น

  • ประวัติเครดิตเสีย

  • ถูกคิดดอกเบี้ยผิดนัด

  • กู้เงินครั้งต่อไปยากขึ้น

  • ถูกติดตามทวงถามจากธนาคาร

  • เสี่ยงถูกฟ้องร้อง

  • เสี่ยงถูกบังคับคดีหรือขายทอดตลาดในอนาคต


ผิดนัดผ่อนบ้านกี่เดือน ถึงเริ่มเสี่ยง?

โดยทั่วไปสามารถแบ่งความเสี่ยงออกเป็นช่วง ๆ ได้ดังนี้


ค้างผ่อนบ้านไม่เกิน 1 เดือน: เริ่มมีสัญญาณเตือน แต่ยังพอแก้ได้ง่าย

ถ้าค้างผ่อนบ้านไม่เกิน 1 เดือน หรือจ่ายช้ากว่าวันครบกำหนดเพียงเล็กน้อย สถานะยังถือว่าอยู่ในช่วงที่พอจัดการได้ง่ายที่สุด

ธนาคารอาจเริ่มมีการแจ้งเตือน โทรติดตาม หรือส่งข้อความให้รีบชำระค่างวด แต่โดยมากยังไม่ถึงขั้นดำเนินคดีหรือยึดทรัพย์

สิ่งที่ควรทำทันที

  • รีบชำระค่างวดที่ค้างให้เร็วที่สุด

  • ตรวจสอบว่ามีดอกเบี้ยผิดนัดหรือค่าติดตามเพิ่มเติมหรือไม่

  • อย่าปล่อยให้ค้างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2

  • หากรู้ว่าเดือนถัดไปยังจ่ายไม่ไหว ควรรีบติดต่อธนาคารก่อน

ช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่ยังแก้ไขได้ง่ายที่สุด เพราะธนาคารมักยังมองว่าเป็นการจ่ายล่าช้าชั่วคราว ไม่ใช่ปัญหาหนี้เรื้อรัง


ค้างผ่อนบ้าน 1-2 เดือน: เริ่มกระทบเครดิต และธนาคารจะติดตามจริงจังขึ้น

เมื่อค้างผ่อนบ้านต่อเนื่องประมาณ 1-2 เดือน ธนาคารจะเริ่มติดตามมากขึ้น เพราะเริ่มเห็นสัญญาณว่าผู้กู้อาจมีปัญหาสภาพคล่อง

ในช่วงนี้ ผู้กู้อาจถูกติดต่อผ่านโทรศัพท์ จดหมาย ข้อความ หรือช่องทางอื่น ๆ เพื่อให้รีบชำระหนี้ที่ค้างอยู่ หากยังนิ่งเฉย ธนาคารอาจมองว่ามีความเสี่ยงสูงขึ้น

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

  • เริ่มมีประวัติค้างชำระในระบบ

  • อาจถูกคิดดอกเบี้ยผิดนัด

  • ยอดค้างจะเริ่มสะสม

  • ภาระในเดือนถัดไปจะหนักขึ้น

  • ธนาคารอาจเริ่มเสนอให้ปรับโครงสร้างหนี้

ถ้าค้าง 1-2 เดือน สิ่งที่ไม่ควรทำที่สุดคือ เงียบ หาย ไม่รับสายธนาคาร เพราะจะทำให้สถานการณ์ดูแย่ลง และเสียโอกาสในการเจรจา


ค้างผ่อนบ้าน 3 เดือน หรือเกิน 90 วัน: จุดเสี่ยงสำคัญที่ต้องรีบแก้

ถ้าค้างผ่อนบ้านประมาณ 3 เดือน หรือเกิน 90 วัน ถือเป็นจุดที่ต้องระวังมาก เพราะบัญชีอาจถูกจัดเป็น หนี้เสีย หรือ NPL ซึ่งเป็นสถานะที่ส่งผลกระทบต่อเครดิตและความน่าเชื่อถือทางการเงินอย่างชัดเจน

แม้การค้าง 3 เดือนจะยังไม่ได้แปลว่า “บ้านจะถูกยึดทันที” แต่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความเสี่ยงที่จริงจังขึ้นมาก หากไม่รีบเจรจา ธนาคารอาจเดินหน้าสู่ขั้นตอนทางกฎหมายในลำดับต่อไป

เมื่อค้างเกิน 90 วัน อาจเกิดอะไรขึ้น?

  • ธนาคารอาจจัดบัญชีเป็นหนี้เสีย

  • ประวัติเครดิตจะได้รับผลกระทบหนักขึ้น

  • อาจถูกเรียกให้ชำระหนี้ค้างทั้งหมด

  • ธนาคารอาจเสนอปรับโครงสร้างหนี้

  • หากไม่ร่วมมือ อาจเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้อง

  • มีความเสี่ยงต่อการถูกบังคับคดีในอนาคต

ดังนั้น ถ้าค้างผ่อนบ้านมาถึงเดือนที่ 3 แล้ว สิ่งที่ควรทำคือ รีบติดต่อธนาคารทันที อย่ารอให้มีหมายศาลหรือหนังสือทางกฎหมายส่งมาถึงบ้าน


ค้างผ่อนบ้านเกิน 3 เดือน จะโดนยึดบ้านทันทีไหม?

ยังไม่ใช่ทันที

หลายคนเข้าใจว่าถ้าค้างผ่อนบ้านครบ 3 เดือน ธนาคารจะมายึดบ้านทันที แต่ในความเป็นจริง การยึดบ้านหรือขายทอดตลาดต้องผ่านหลายขั้นตอนก่อน ไม่ใช่ธนาคารจะมายึดบ้านได้ทันทีโดยไม่มีคำสั่งหรือกระบวนการทางกฎหมาย

โดยทั่วไป กระบวนการอาจเป็นลำดับประมาณนี้

  1. ผู้กู้เริ่มผิดนัดชำระ

  2. ธนาคารติดตามทวงถาม

  3. ธนาคารแจ้งเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร

  4. หากยังไม่ชำระหรือไม่เจรจา อาจเข้าสู่การฟ้องร้อง

  5. ศาลพิจารณาคดี

  6. หากมีคำพิพากษาและลูกหนี้ยังไม่ชำระ อาจเข้าสู่ขั้นบังคับคดี

  7. ทรัพย์จำนองอาจถูกนำไปขายทอดตลาด

สรุปง่าย ๆ คือ ค้าง 3 เดือน = เสี่ยงสูงขึ้นมาก แต่ ยังไม่ใช่ถูกยึดทันที อย่างไรก็ตาม ถ้าปล่อยไว้นานโดยไม่เจรจา ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ


บ้านถูกยึดกับบ้านถูกขายทอดตลาด ต่างกันอย่างไร?

หลายคนใช้คำว่า “โดนยึดบ้าน” แบบรวม ๆ แต่ในทางปฏิบัติ กระบวนการมักเกี่ยวข้องกับการบังคับหลักประกันหรือการขายทอดตลาด

บ้านถูกยึด หมายถึง การที่ทรัพย์สินถูกเข้าสู่กระบวนการบังคับคดีตามกฎหมาย หลังจากมีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่เกี่ยวข้อง

ขายทอดตลาด หมายถึง การนำทรัพย์นั้นออกขาย เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ หากขายได้มากกว่าหนี้ อาจมีเงินส่วนต่างคืนตามเงื่อนไข แต่ถ้าขายได้น้อยกว่ายอดหนี้ ลูกหนี้อาจยังต้องรับผิดชอบส่วนที่เหลือ

ดังนั้น การปล่อยให้หนี้บ้านเข้าสู่ขั้นฟ้องร้องและบังคับคดี เป็นเรื่องที่ควรหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด เพราะเมื่อถึงขั้นนี้ การเจรจามักยากขึ้น และทางเลือกของลูกหนี้จะน้อยลง


สัญญาณอันตรายที่บอกว่าคุณเริ่มเสี่ยงเสียบ้าน

หากมีสัญญาณเหล่านี้ ควรรีบจัดการทันที

  • เริ่มจ่ายค่างวดไม่ตรงเวลาหลายเดือนติด

  • ต้องกู้หนี้ใหม่มาโปะค่างวดบ้าน

  • จ่ายได้แค่บางส่วน ไม่เต็มค่างวด

  • ธนาคารโทรติดตามบ่อยขึ้น

  • ได้รับหนังสือแจ้งเตือนจากธนาคาร

  • เริ่มไม่รับสายหรือหลบการติดต่อ

  • มีจดหมายทวงถามอย่างเป็นทางการ

  • เริ่มมีหมายศาลหรือเอกสารทางกฎหมาย

ถ้ามาถึงขั้นมีเอกสารทางกฎหมาย อย่านิ่งเฉยเด็ดขาด เพราะการไม่ไปศาลหรือไม่ติดต่อใด ๆ อาจทำให้เสียโอกาสในการเจรจาและป้องกันปัญหา


ถ้าเริ่มผ่อนบ้านไม่ไหว ควรทำอย่างไร?

สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่ารอให้ค้างหลายเดือนแล้วค่อยติดต่อธนาคาร เพราะยิ่งติดต่อเร็ว โอกาสเจรจายิ่งมาก


1. รีบติดต่อธนาคารก่อนผิดนัดนาน

ถ้ารู้ตัวว่าเริ่มจ่ายไม่ไหว ควรติดต่อธนาคารก่อนจะค้างหลายงวด เพื่อแจ้งสถานการณ์จริง เช่น รายได้ลด งานสะดุด ธุรกิจมีปัญหา หรือมีภาระค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน

การติดต่อก่อนแสดงให้เห็นว่าผู้กู้ยังมีความตั้งใจแก้ปัญหา ไม่ได้หลบหนีหนี้ ซึ่งอาจช่วยให้ธนาคารพิจารณาทางเลือกได้ง่ายขึ้น


2. ขอปรับโครงสร้างหนี้

การ ปรับโครงสร้างหนี้บ้าน เป็นวิธีที่หลายคนใช้เมื่อเริ่มผ่อนต่อไม่ไหว โดยธนาคารอาจพิจารณาปรับเงื่อนไขให้เหมาะกับความสามารถในการจ่าย เช่น

  • ลดค่างวดชั่วคราว

  • ขยายระยะเวลาผ่อน

  • พักชำระเงินต้น

  • ปรับรูปแบบการชำระหนี้

  • รวมยอดค้างเข้าไปในแผนใหม่

  • ปรับอัตราดอกเบี้ยตามเงื่อนไขของธนาคาร

เงื่อนไขจะขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละธนาคาร สถานะหนี้ และความสามารถในการชำระของผู้กู้


3. จัดลำดับหนี้ใหม่

ถ้ามีหนี้หลายก้อน เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ผ่อนรถ และผ่อนบ้าน ควรจัดลำดับความสำคัญใหม่

โดยทั่วไป หนี้บ้านเป็นหนี้ที่มีหลักประกันเป็นที่อยู่อาศัย จึงควรให้ความสำคัญสูง เพราะหากปล่อยให้เสีย อาจกระทบต่อบ้านที่อยู่อาศัยจริง

สิ่งที่ควรทำคือ

  • ตรวจสอบรายรับรายจ่ายทั้งหมด

  • ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

  • หยุดสร้างหนี้ใหม่

  • เจรจากับเจ้าหนี้รายอื่น

  • กันเงินสำหรับค่างวดบ้านก่อน


4. อย่ากู้หนี้นอกระบบมาโปะบ้าน

หลายคนกลัวบ้านถูกยึด จึงเลือกกู้เงินนอกระบบมาโปะค่างวดบ้านชั่วคราว วิธีนี้อาจช่วยได้แค่ระยะสั้น แต่เสี่ยงทำให้ปัญหาหนักกว่าเดิม เพราะดอกเบี้ยสูงและอาจเกิดหนี้ซ้อน

ถ้าจำเป็นต้องหาเงินมาหมุน ควรเลือกทางที่ถูกกฎหมาย เช่น เจรจาธนาคาร ขอปรับโครงสร้างหนี้ หรือหาทางเพิ่มรายได้ก่อนตัดสินใจกู้เพิ่ม


5. หากมีหมายศาล ต้องรีบดำเนินการ

ถ้าได้รับหมายศาลหรือเอกสารฟ้องร้อง อย่าตกใจจนไม่ทำอะไร และอย่าทิ้งเอกสารไว้เฉย ๆ ควรรีบอ่านรายละเอียด ติดต่อธนาคาร หรือขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย

ในบางกรณี ยังอาจมีโอกาสเจรจาไกล่เกลี่ยหรือวางแผนชำระหนี้ได้ แต่ต้องรีบดำเนินการ ไม่ควรรอจนเข้าสู่ขั้นบังคับคดี


ค้างผ่อนบ้านแล้วประวัติเครดิตเสียไหม?

มีโอกาสกระทบแน่นอน โดยเฉพาะหากค้างชำระหลายงวดหรือค้างเกิน 90 วัน เพราะข้อมูลการชำระหนี้ของผู้กู้จะสะท้อนพฤติกรรมทางการเงินในระบบเครดิต

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่

  • ขอสินเชื่อใหม่ยากขึ้น

  • ธนาคารมองว่ามีความเสี่ยงสูง

  • วงเงินกู้อาจลดลง

  • อัตราดอกเบี้ยอาจไม่ดีเท่าคนเครดิตดี

  • การกู้ร่วม หรือการซื้อบ้านหลังต่อไปอาจยากขึ้น

ดังนั้น ถ้าเริ่มค้างชำระ ควรรีบแก้ให้เร็วที่สุด เพราะยิ่งปล่อยไว้นาน ประวัติเครดิตยิ่งเสียหายมากขึ้น


ถ้าค้างผ่อนบ้านแล้วอยากขายบ้านเอง ทำได้ไหม?

ในบางกรณี หากยังไม่เข้าสู่ขั้นบังคับคดี หรือยังพอมีเวลาเจรจากับธนาคาร เจ้าของบ้านอาจพิจารณาขายบ้านเองเพื่อนำเงินมาปิดหนี้ได้

วิธีนี้อาจดีกว่าปล่อยให้บ้านถูกขายทอดตลาด เพราะการขายเองอาจได้ราคาดีกว่า และยังควบคุมสถานการณ์ได้มากกว่า

แต่ก่อนขาย ควรตรวจสอบข้อมูลสำคัญ เช่น

  • ยอดหนี้คงเหลือกับธนาคาร

  • ราคาตลาดของบ้าน

  • ค่าใช้จ่ายวันโอน

  • ภาษีและค่าธรรมเนียม

  • เงื่อนไขการไถ่ถอนจำนอง

  • ระยะเวลาที่เหลือก่อนเข้าสู่ขั้นกฎหมาย

ถ้าราคาขายสูงกว่ายอดหนี้ อาจช่วยปิดหนี้และเหลือเงินบางส่วน แต่ถ้าราคาขายต่ำกว่ายอดหนี้ ต้องวางแผนให้ดีว่าจะจัดการส่วนต่างอย่างไร


วิธีป้องกันไม่ให้ผิดนัดผ่อนบ้าน

การป้องกันย่อมดีกว่าการแก้ปัญหาทีหลัง โดยเฉพาะหนี้บ้านที่เป็นภาระระยะยาว ควรวางแผนตั้งแต่ก่อนซื้อและระหว่างผ่อน

1. อย่ากู้เต็มจนตึงเกินไป

ก่อนซื้อบ้าน ควรประเมินว่าค่างวดบ้านเหมาะกับรายได้หรือไม่ ไม่ควรให้ค่างวดสูงจนแทบไม่มีเงินเหลือใช้ เพราะหากมีเหตุฉุกเฉินจะรับมือยาก

2. มีเงินสำรองฉุกเฉิน

ควรมีเงินสำรองอย่างน้อย 3-6 เดือนของค่าใช้จ่ายจำเป็น เพื่อรองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น ตกงาน รายได้ลด เจ็บป่วย หรือธุรกิจสะดุด

3. เช็กดอกเบี้ยหลังหมดโปรโมชัน

สินเชื่อบ้านมักมีดอกเบี้ยพิเศษช่วงแรก หลังจากนั้นค่างวดหรือภาระดอกเบี้ยอาจเปลี่ยนไป ควรเช็กเงื่อนไขให้ดีและวางแผนล่วงหน้า

4. อย่าสร้างหนี้ใหม่ระหว่างผ่อนบ้าน

ถ้าเพิ่งซื้อบ้านใหม่ ควรระวังการผ่อนรถ กู้ส่วนบุคคล หรือใช้บัตรเครดิตหนักเกินไป เพราะจะทำให้ภาระรวมสูงขึ้น และเสี่ยงผิดนัดในอนาคต

5. ทบทวนแผนการเงินทุกปี

ควรเช็กสถานะการเงินของตัวเองเป็นประจำ เช่น รายได้ ค่าใช้จ่าย หนี้สิน และเงินสำรอง เพื่อดูว่ายังผ่อนบ้านไหวหรือควรปรับแผนก่อนเกิดปัญหา


สรุป: ผิดนัดผ่อนบ้านกี่เดือน ถึงเสี่ยงถูกยึดทรัพย์?

ค้างผ่อนบ้าน 1 เดือน ยังเป็นช่วงที่พอแก้ไขได้ง่าย หากรีบชำระและไม่ปล่อยให้ค้างต่อ
ค้าง 1-2 เดือน เริ่มเสี่ยงมากขึ้น ธนาคารจะติดตามจริงจัง และประวัติเครดิตอาจเริ่มได้รับผลกระทบ
ค้าง 3 เดือน หรือเกิน 90 วัน ถือเป็นจุดอันตราย เพราะอาจถูกจัดเป็นหนี้เสียหรือ NPL และมีโอกาสเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายหากไม่รีบแก้ไข

แต่ต้องเข้าใจว่า ค้าง 3 เดือน ไม่ได้แปลว่าจะถูกยึดบ้านทันที การยึดทรัพย์หรือขายทอดตลาดต้องผ่านขั้นตอนทางกฎหมายก่อน อย่างไรก็ตาม หากปล่อยไว้โดยไม่ติดต่อธนาคาร ไม่เจรจา และไม่แก้ไข สุดท้ายอาจนำไปสู่การฟ้องร้อง บังคับคดี และขายทอดตลาดได้

ทางที่ดีที่สุดคือ เมื่อเริ่มรู้ตัวว่าผ่อนบ้านไม่ไหว ควรรีบติดต่อธนาคารทันที เพื่อขอคำแนะนำหรือปรับโครงสร้างหนี้ อย่าปล่อยให้หนี้ค้างนาน เพราะยิ่งแก้เร็ว โอกาสรักษาบ้านไว้ก็ยิ่งมากขึ้น

สำหรับคนที่กำลังวางแผนซื้อบ้าน หรือกำลังผ่อนบ้านอยู่ การเข้าใจเรื่องสินเชื่อบ้าน ดอกเบี้ย ค่างวด และความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระ จะช่วยให้วางแผนการเงินได้มั่นคงขึ้น และลดโอกาสเกิดปัญหาในอนาคต

บ้านสร้างตัว อยากให้ทุกคนมีบ้านอย่างมั่นใจ เข้าใจเรื่องการเงิน และรู้วิธีรับมือเมื่อเจอสถานการณ์ไม่คาดคิด เพราะการมีบ้านไม่ใช่แค่การซื้อให้ได้ แต่คือการดูแลให้ผ่อนไหวและอยู่ได้อย่างสบายในระยะยาว


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการผิดนัดผ่อนบ้าน

ผ่อนบ้านช้า 1 เดือน โดนยึดบ้านไหม?

โดยทั่วไป ยังไม่โดนยึดบ้านทันที แต่ธนาคารอาจเริ่มแจ้งเตือนหรือคิดดอกเบี้ยผิดนัด ควรรีบชำระให้เร็วที่สุดและไม่ปล่อยให้ค้างต่อเนื่อง

ค้างผ่อนบ้าน 3 เดือน อันตรายไหม?

อันตราย เพราะค้างประมาณ 3 เดือนหรือเกิน 90 วัน อาจถูกจัดเป็นหนี้เสียหรือ NPL และกระทบต่อประวัติเครดิต รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกดำเนินการทางกฎหมาย

ค้างผ่อนบ้านกี่เดือนถึงถูกฟ้อง?

ไม่มีจำนวนเดือนที่ตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของสัญญาและนโยบายของแต่ละธนาคาร แต่ถ้าค้างเกิน 90 วันและไม่เจรจา ความเสี่ยงที่จะเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องจะสูงขึ้น

ถ้าเริ่มผ่อนบ้านไม่ไหว ควรทำอย่างไรก่อน?

ควรรีบติดต่อธนาคารเพื่อแจ้งปัญหา และขอพิจารณาทางเลือก เช่น ปรับโครงสร้างหนี้ ลดค่างวดชั่วคราว หรือขยายระยะเวลาผ่อน

ค้างผ่อนบ้านแล้วขายบ้านเองได้ไหม?

ในหลายกรณีอาจยังทำได้ หากยังไม่เข้าสู่ขั้นบังคับคดีหรือยังเจรจากับธนาคารได้ ควรรีบตรวจสอบยอดหนี้ ราคาตลาด และเงื่อนไขการไถ่ถอนจำนองก่อนตัดสินใจ

โดนขายทอดตลาดแล้ว หนี้จบเลยไหม?

ไม่เสมอไป หากขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ ลูกหนี้อาจยังต้องรับผิดชอบยอดหนี้ส่วนที่เหลือ ดังนั้นควรพยายามแก้ปัญหาก่อนถึงขั้นขายทอดตลาด