กู้ร่วมแล้วอยากถอนชื่อภายหลัง ทำได้ไหม?

คำตอบคือ ทำได้ในบางกรณี แต่ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ทันทีเพียงแค่บอกธนาคารว่าอยากถอนชื่อ เพราะการกู้ร่วมซื้อบ้านเกี่ยวข้องกับทั้ง “หนี้สินเชื่อบ้าน” และ “กรรมสิทธิ์ในบ้าน”

เวลายื่นกู้ร่วม ธนาคารมองว่าผู้กู้ทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบหนี้ร่วมกัน หากจะถอนชื่อใครออก ธนาคารต้องพิจารณาก่อนว่า คนที่เหลืออยู่สามารถผ่อนบ้านต่อได้จริงหรือไม่

นอกจากนี้ ถ้าผู้กู้ร่วมมีชื่อเป็นเจ้าของบ้านในโฉนดด้วย การถอนชื่อออกจากสัญญากู้เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่พอ เพราะต้องจัดการเรื่องกรรมสิทธิ์บ้านให้เรียบร้อยด้วย เช่น โอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วน ขายส่วนแบ่งให้ผู้กู้ที่เหลือ หรือรีไฟแนนซ์ใหม่

ดังนั้นถ้ากู้ร่วมแล้วอยากถอนชื่อภายหลัง ควรเข้าใจขั้นตอน เงื่อนไข และค่าใช้จ่ายให้ชัดก่อนตัดสินใจ

กู้ร่วมซื้อบ้านคืออะไร?

กู้ร่วมซื้อบ้าน คือการยื่นขอสินเชื่อบ้านร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อให้ธนาคารนำรายได้ของผู้กู้ทุกคนมาพิจารณาร่วมกัน

การกู้ร่วมมักใช้ในกรณีที่ผู้กู้คนเดียวมีรายได้ไม่พอกับวงเงินที่ต้องการ เช่น

  • คู่สมรสกู้ร่วมกัน

  • แฟนกู้ร่วมกัน

  • พ่อแม่กู้ร่วมกับลูก

  • พี่น้องกู้ร่วมกัน

  • คนในครอบครัวช่วยกู้ร่วม

  • เจ้าของกิจการหรือฟรีแลนซ์ใช้ผู้กู้ร่วมเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ

ข้อดีของการกู้ร่วมคือช่วยเพิ่มโอกาสกู้ผ่านและอาจได้วงเงินสูงขึ้น แต่ข้อควรระวังคือทุกคนที่มีชื่อกู้ร่วมต้องรับผิดชอบหนี้ร่วมกัน หากมีปัญหาผ่อนชำระล่าช้า เครดิตของผู้กู้ร่วมทุกคนอาจได้รับผลกระทบ

ถอนชื่อผู้กู้ร่วม หมายถึงอะไร?

การถอนชื่อผู้กู้ร่วม คือการขอให้ธนาคารนำชื่อผู้กู้ร่วมคนใดคนหนึ่งออกจากสัญญาเงินกู้ เพื่อให้ผู้กู้ที่เหลือเป็นผู้รับผิดชอบหนี้ต่อ

แต่ต้องแยกให้ออกว่า “ชื่อผู้กู้” กับ “ชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์” ไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอไป

ชื่อผู้กู้

คือชื่อคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบหนี้กับธนาคาร ถ้าผ่อนชำระไม่ตรงเวลา ธนาคารสามารถติดตามหนี้จากผู้กู้ทุกคนที่มีชื่อในสัญญาได้

ชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์

คือชื่อคนที่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของบ้านหรือคอนโดตามเอกสารกรรมสิทธิ์ เช่น โฉนด หรือเอกสารสิทธิ์ของคอนโด

บางคนเป็นทั้งผู้กู้และเจ้าของกรรมสิทธิ์
บางคนอาจเป็นผู้กู้ร่วมแต่ไม่ได้ถือกรรมสิทธิ์
บางคนอาจถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันคนละครึ่ง

ดังนั้นก่อนถอนชื่อ ต้องเช็กให้ชัดว่าเราต้องการถอนชื่อจาก “สัญญากู้” อย่างเดียว หรือถอนชื่อจาก “กรรมสิทธิ์บ้าน” ด้วย

ทำไมการถอนชื่อผู้กู้ร่วมถึงไม่ง่าย?

เพราะตอนแรกธนาคารอนุมัติสินเชื่อจากข้อมูลของผู้กู้ทุกคนรวมกัน เช่น รายได้รวม ภาระหนี้รวม เครดิตบูโร และความสามารถในการผ่อน

ถ้าถอนชื่อคนใดคนหนึ่งออก เท่ากับความสามารถผ่อนอาจลดลง ธนาคารจึงต้องประเมินใหม่ว่า

  • คนที่เหลือยังมีรายได้พอผ่อนหรือไม่

  • ภาระหนี้ต่อรายได้ยังอยู่ในเกณฑ์ไหม

  • เครดิตบูโรของคนที่เหลือดีหรือไม่

  • วงเงินกู้เดิมยังเหมาะสมไหม

  • ต้องหาผู้กู้ร่วมใหม่หรือไม่

  • ต้องปรับสัญญาเงินกู้ใหม่หรือไม่

  • ต้องโอนกรรมสิทธิ์หรือจดจำนองใหม่หรือไม่

ถ้าธนาคารมองว่าผู้กู้ที่เหลือผ่อนต่อคนเดียวไม่ไหว ก็อาจไม่อนุมัติให้ถอนชื่อ หรืออาจให้หาผู้กู้ร่วมใหม่แทน

กรณีไหนที่คนมักอยากถอนชื่อผู้กู้ร่วม?

1. เลิกกับแฟนหรือหย่าร้าง

เป็นกรณีที่พบบ่อยมาก เพราะตอนซื้อบ้านอาจกู้ร่วมกัน แต่ภายหลังความสัมพันธ์เปลี่ยนไป จึงต้องตกลงว่าใครจะอยู่บ้านต่อ ใครจะถือกรรมสิทธิ์ และใครจะรับผิดชอบหนี้

2. อยากซื้อบ้านหลังใหม่

บางคนมีชื่อเป็นผู้กู้ร่วมในบ้านของครอบครัวหรือบ้านของแฟนเก่า ทำให้ภาระหนี้ยังปรากฏอยู่ในเครดิตและกระทบการยื่นกู้บ้านหลังใหม่

จึงอยากถอนชื่อออกเพื่อลดภาระหนี้ในระบบ

3. พ่อแม่กู้ร่วมกับลูก แล้วลูกอยากรับภาระเอง

บางครอบครัวให้พ่อแม่ช่วยกู้ร่วมตอนแรก เพราะรายได้ลูกยังไม่พอ เมื่อเวลาผ่านไปลูกมีรายได้มั่นคงขึ้น จึงอยากถอนชื่อพ่อแม่ออก

4. ผู้กู้ร่วมไม่อยากรับความเสี่ยงต่อ

ถ้าคนที่ผ่อนจริงเริ่มมีปัญหาการเงิน ผู้กู้ร่วมอาจกังวลว่าจะกระทบเครดิตของตัวเอง จึงอยากถอนชื่อออกจากภาระหนี้

5. ต้องการจัดการกรรมสิทธิ์ให้ชัด

บางบ้านมีเจ้าของร่วมหลายคน เมื่อเวลาผ่านไปอาจต้องการให้คนใดคนหนึ่งถือกรรมสิทธิ์ต่อเพียงคนเดียว เพื่อให้การขาย รีไฟแนนซ์ หรือบริหารทรัพย์ในอนาคตง่ายขึ้น

ถอนชื่อผู้กู้ร่วมทำได้กี่วิธี?

โดยทั่วไปมีหลายทางเลือก ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของผู้กู้และเงื่อนไขของธนาคาร

1. ขอถอนชื่อกับธนาคารเดิม

วิธีนี้คือการติดต่อธนาคารเดิมเพื่อขอปรับเปลี่ยนผู้กู้ในสัญญาเดิม เช่น จากกู้ร่วม 2 คน เหลือผู้กู้คนเดียว หรือเปลี่ยนจากผู้กู้ร่วมคนเดิมเป็นผู้กู้ร่วมคนใหม่

ธนาคารจะพิจารณาความสามารถผ่อนของผู้กู้ที่เหลือ หรือผู้กู้ชุดใหม่อีกครั้ง

เหมาะกับกรณีที่

  • ผู้กู้ที่เหลือมีรายได้พอผ่อน

  • เครดิตดี

  • ภาระหนี้ไม่สูงเกินไป

  • ธนาคารเดิมยอมพิจารณาปรับผู้กู้

  • ไม่ต้องการย้ายธนาคาร

  • ไม่ต้องการรีไฟแนนซ์ไปธนาคารใหม่

ข้อดีคืออาจไม่ต้องทำเรื่องกับธนาคารใหม่
ข้อควรระวังคือธนาคารเดิมอาจไม่อนุมัติ หากผู้กู้ที่เหลือผ่อนไม่ไหว

2. รีไฟแนนซ์ใหม่เป็นชื่อผู้กู้ที่เหลือ

รีไฟแนนซ์ คือการย้ายสินเชื่อบ้านจากธนาคารเดิมไปธนาคารใหม่ โดยยื่นกู้ใหม่ในชื่อผู้ที่ต้องการรับภาระต่อ เช่น จากเดิมกู้ร่วม 2 คน เปลี่ยนเป็นกู้คนเดียว

วิธีนี้นิยมใช้เมื่อ

  • ต้องการถอนชื่อผู้กู้ร่วม

  • ต้องการลดดอกเบี้ยบ้าน

  • ต้องการปรับเงื่อนไขสินเชื่อใหม่

  • ธนาคารเดิมไม่อนุมัติให้ถอนชื่อ

  • ธนาคารใหม่ให้เงื่อนไขดีกว่า

  • ต้องการจัดการกรรมสิทธิ์และหนี้ไปพร้อมกัน

แต่ต้องเข้าใจว่ารีไฟแนนซ์เหมือนการยื่นกู้ใหม่ ธนาคารใหม่จะดูรายได้ หนี้เดิม เครดิตบูโร Statement และราคาประเมินบ้านอีกครั้ง

ถ้าผู้ที่ต้องการกู้ต่อคนเดียวมีรายได้ไม่พอ ธนาคารใหม่อาจไม่อนุมัติ หรือให้หาผู้กู้ร่วมใหม่

3. เปลี่ยนผู้กู้ร่วมคนใหม่แทนคนเดิม

ถ้าผู้กู้ที่เหลือผ่อนต่อคนเดียวไม่ไหว อาจใช้วิธีหาผู้กู้ร่วมคนใหม่มาแทน เช่น พ่อแม่ พี่น้อง คู่สมรส หรือคนในครอบครัว

วิธีนี้เหมาะกับกรณีที่

  • อยากถอนชื่อผู้กู้ร่วมเดิมออก

  • ผู้กู้หลักยังผ่อนไม่ไหวคนเดียว

  • มีคนในครอบครัวที่พร้อมช่วยกู้ร่วม

  • ธนาคารยอมพิจารณาเปลี่ยนแปลงผู้กู้

แต่ผู้กู้ร่วมคนใหม่ต้องเข้าใจว่า เมื่อมีชื่อในสัญญาแล้ว จะมีภาระหนี้ร่วมกัน และอาจกระทบวงเงินกู้ของตัวเองในอนาคต

4. โอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนให้คนที่รับผิดต่อ

ถ้าผู้กู้ร่วมมีชื่อเป็นเจ้าของบ้านด้วย การถอนชื่อออกจากสัญญากู้มักต้องจัดการเรื่องกรรมสิทธิ์ด้วย

ตัวอย่างเช่น กู้ร่วม 2 คน และถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันคนละครึ่ง หากคนหนึ่งจะถอนชื่อออก อีกฝ่ายอาจต้องซื้อกรรมสิทธิ์ส่วนของผู้ที่ออก หรือทำข้อตกลงโอนกรรมสิทธิ์ให้ชัดเจน

กรณีนี้อาจต้องมี

  • สัญญาซื้อขายกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วน

  • หนังสือยินยอม

  • เอกสารหย่าหรือข้อตกลงแบ่งทรัพย์ ถ้ามี

  • การติดต่อธนาคาร

  • การดำเนินการที่สำนักงานที่ดิน

  • ค่าใช้จ่ายในการโอนและจดจำนอง

จุดสำคัญคือ ถ้าบ้านยังติดจำนองกับธนาคาร การเปลี่ยนกรรมสิทธิ์มักต้องได้รับความยินยอมจากธนาคารก่อน

5. ขายบ้านแล้วแบ่งเงินกัน

ถ้าตกลงกันไม่ได้ หรือไม่มีใครสามารถผ่อนต่อคนเดียวได้ ทางเลือกที่ชัดเจนที่สุดคือขายบ้าน แล้วนำเงินที่ได้ไปปิดหนี้ธนาคาร จากนั้นค่อยแบ่งเงินส่วนที่เหลือตามข้อตกลง

วิธีนี้เหมาะกับกรณีที่

  • ผู้กู้ร่วมเลิกกันและไม่อยากมีภาระร่วมต่อ

  • ไม่มีใครอยากถือบ้านต่อ

  • ไม่มีใครกู้ต่อคนเดียวได้

  • ต้องการจบความสัมพันธ์ทางการเงินให้ชัด

  • ต้องการลดความเสี่ยงกระทบเครดิตในอนาคต

ข้อควรระวังคือถ้าขายบ้านได้ต่ำกว่ายอดหนี้ อาจยังมีส่วนต่างที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน

6. ปิดหนี้บ้านให้หมดก่อน แล้วค่อยโอนกรรมสิทธิ์

ถ้ามีเงินก้อนหรือผ่อนใกล้หมดแล้ว อาจปิดบัญชีสินเชื่อบ้านก่อน จากนั้นค่อยไถ่ถอนจำนองและจัดการโอนกรรมสิทธิ์ตามที่ตกลงกัน

วิธีนี้ทำให้ไม่ต้องขอธนาคารพิจารณาสินเชื่อใหม่ แต่ต้องมีเงินพอปิดหนี้ทั้งหมด

ถอนชื่อผู้กู้ร่วม ต้องได้รับความยินยอมจากใครบ้าง?

โดยทั่วไปต้องเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย เช่น

  • ผู้กู้ร่วมทุกคน

  • ผู้ถือกรรมสิทธิ์ทุกคน

  • ธนาคารเจ้าหนี้

  • ผู้กู้ร่วมคนใหม่ ถ้ามี

  • คู่สมรสในบางกรณี

  • สำนักงานที่ดิน หากมีการโอนกรรมสิทธิ์หรือจดจำนองใหม่

ไม่ควรคิดว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถถอนชื่ออีกฝ่ายได้เองโดยไม่แจ้ง เพราะถ้ามีสัญญาเงินกู้และกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ต้องได้รับความยินยอมและดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้อง

ธนาคารดูอะไรบ้างก่อนให้ถอนชื่อผู้กู้ร่วม?

1. รายได้ของผู้กู้ที่เหลือ

ธนาคารจะดูว่าคนที่เหลือสามารถผ่อนบ้านต่อได้จริงหรือไม่ ถ้ารายได้ไม่พอ อาจไม่อนุมัติให้ถอนชื่อ

2. ภาระหนี้เดิม

ถ้าผู้กู้ที่เหลือมีผ่อนรถ บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล หรือหนี้อื่นอยู่มาก ธนาคารอาจมองว่าผ่อนไม่ไหว

3. เครดิตบูโร

ธนาคารจะดูประวัติการชำระหนี้ หากมีประวัติค้างชำระหรือจ่ายล่าช้า อาจกระทบการพิจารณา

4. Statement

Statement ช่วยให้ธนาคารเห็นรายได้จริง เงินเข้า เงินออก และวินัยทางการเงิน โดยเฉพาะฟรีแลนซ์หรือเจ้าของกิจการ

5. ยอดหนี้คงเหลือ

ถ้ายอดหนี้บ้านยังสูงมาก คนที่เหลืออาจต้องมีรายได้สูงพอสมควรจึงจะรับภาระต่อได้

6. ราคาประเมินบ้าน

ถ้ามีการรีไฟแนนซ์หรือขอวงเงินใหม่ ธนาคารอาจต้องประเมินราคาบ้านอีกครั้ง

7. อายุผู้กู้และระยะเวลาผ่อน

ถ้าผู้กู้ที่เหลืออายุมากขึ้น ระยะเวลาผ่อนอาจสั้นลง ทำให้ค่างวดสูงขึ้น และอาจกระทบการอนุมัติ

8. ผู้กู้ร่วมใหม่ ถ้ามี

ถ้าต้องเปลี่ยนผู้กู้ร่วม ธนาคารจะพิจารณารายได้ หนี้เดิม และเครดิตของผู้กู้ร่วมใหม่ด้วย

ถอนชื่อผู้กู้ร่วมแล้ว ภาระหนี้หายทันทีไหม?

ยังไม่หาย จนกว่าธนาคารจะอนุมัติและมีการเปลี่ยนแปลงสัญญาอย่างเป็นทางการ

ถ้ายังไม่ได้รับอนุมัติจากธนาคาร ต่อให้ผู้กู้ร่วมตกลงกันเองว่าอีกฝ่ายไม่ต้องผ่อนแล้ว ชื่อที่อยู่ในสัญญากู้ยังคงมีภาระตามกฎหมายกับธนาคาร

เช่น ถ้าอีกฝ่ายไม่จ่ายค่างวด ธนาคารยังสามารถติดตามหนี้จากผู้กู้ร่วมทุกคนที่มีชื่อในสัญญาได้

ดังนั้นการตกลงกันเองควรทำเป็นเอกสารภายในได้ แต่ยังไม่แทนการเปลี่ยนแปลงสัญญากู้กับธนาคาร

ถอนชื่อผู้กู้ร่วมแล้ว ชื่อในโฉนดต้องเอาออกด้วยไหม?

ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละกรณี

ถ้าต้องการถอนชื่อออกจากภาระหนี้อย่างเดียว อาจเน้นที่สัญญาเงินกู้
แต่ถ้าต้องการให้บ้านเป็นของอีกฝ่ายคนเดียว ต้องจัดการกรรมสิทธิ์ด้วย

ถ้าไม่เอาชื่อออกจากโฉนด แม้ถอนชื่อจากสัญญากู้แล้ว อาจยังเป็นเจ้าของบ้านร่วมในทางกรรมสิทธิ์

ในทางกลับกัน ถ้าโอนกรรมสิทธิ์ออกแล้ว แต่ยังมีชื่อเป็นผู้กู้ร่วมในสัญญาเงินกู้ ก็ยังอาจมีภาระหนี้อยู่

ดังนั้นควรเช็กทั้ง 2 จุดพร้อมกัน

  • ชื่อในสัญญาเงินกู้

  • ชื่อในเอกสารกรรมสิทธิ์หรือโฉนด

ขั้นตอนเบื้องต้นเมื่อต้องการถอนชื่อผู้กู้ร่วม

ขั้นที่ 1: คุยกับผู้กู้ร่วมให้ชัด

ต้องตกลงกันก่อนว่า

  • ใครจะถือบ้านต่อ

  • ใครจะผ่อนต่อ

  • ใครจะถอนชื่อ

  • จะชดเชยเงินที่ผ่อนไปแล้วหรือไม่

  • จะโอนกรรมสิทธิ์อย่างไร

  • ถ้าธนาคารไม่อนุมัติ จะทำอย่างไร

  • ถ้าต้องขายบ้าน จะแบ่งเงินอย่างไร

ควรทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อป้องกันปัญหาภายหลัง

ขั้นที่ 2: เช็กเอกสารกรรมสิทธิ์

ดูว่าใครมีชื่อในโฉนดหรือเอกสารกรรมสิทธิ์บ้าง ถือกรรมสิทธิ์คนละเท่าไหร่ และบ้านยังติดจำนองกับธนาคารหรือไม่

ขั้นที่ 3: ติดต่อธนาคารเดิม

แจ้งธนาคารว่าต้องการถอนชื่อผู้กู้ร่วม และสอบถามว่าธนาคารมีขั้นตอนอย่างไร ต้องใช้เอกสารอะไร และผู้กู้ที่เหลือต้องผ่านเกณฑ์อะไรบ้าง

ขั้นที่ 4: ให้ธนาคารประเมินความสามารถผ่อนใหม่

ธนาคารจะพิจารณาว่าคนที่เหลือสามารถผ่อนบ้านต่อได้หรือไม่ หากไม่ผ่าน อาจต้องหาผู้กู้ร่วมใหม่ หรือใช้วิธีรีไฟแนนซ์

ขั้นที่ 5: เลือกวิธีดำเนินการ

เช่น

  • ถอนชื่อกับธนาคารเดิม

  • รีไฟแนนซ์ไปธนาคารใหม่

  • เปลี่ยนผู้กู้ร่วมใหม่

  • โอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วน

  • ขายบ้าน

  • ปิดหนี้ก่อนแล้วจัดการกรรมสิทธิ์

ขั้นที่ 6: ทำเอกสารและดำเนินการที่เกี่ยวข้อง

ถ้ามีการเปลี่ยนสัญญาเงินกู้ โอนกรรมสิทธิ์ หรือจดจำนองใหม่ ต้องเตรียมเอกสารให้ครบ และอาจต้องไปสำนักงานที่ดิน

เอกสารที่อาจต้องใช้

เอกสารที่ใช้จริงขึ้นอยู่กับธนาคารและกรณีของแต่ละคน แต่โดยทั่วไปควรเตรียม

เอกสารส่วนตัว

  • บัตรประชาชน

  • ทะเบียนบ้าน

  • ใบเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล ถ้ามี

  • ทะเบียนสมรสหรือใบหย่า ถ้ามี

  • เอกสารคู่สมรส ถ้ามี

  • หนังสือยินยอมจากผู้เกี่ยวข้อง ถ้าธนาคารกำหนด

เอกสารสินเชื่อบ้าน

  • สัญญาเงินกู้

  • สัญญาจำนอง

  • เอกสารสรุปยอดหนี้คงเหลือ

  • ใบเสร็จค่างวดล่าสุด

  • เอกสารอนุมัติสินเชื่อเดิม

  • รายละเอียดบัญชีสินเชื่อบ้าน

เอกสารทรัพย์สิน

  • โฉนดหรือเอกสารกรรมสิทธิ์

  • สำเนาทะเบียนบ้านของทรัพย์

  • เอกสารประเมินราคา ถ้ามี

  • เอกสารจากนิติบุคคล ถ้าเป็นคอนโดหรือหมู่บ้านจัดสรร

  • หนังสือปลอดภาระหรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง ถ้ามี

เอกสารรายได้ของผู้กู้ที่เหลือหรือผู้กู้ใหม่

  • สลิปเงินเดือน

  • หนังสือรับรองเงินเดือน

  • Statement ย้อนหลัง

  • เอกสารภาษี

  • 50 ทวิ

  • เอกสารรายได้เสริม

  • เอกสารธุรกิจหรืออาชีพอิสระ ถ้ามี

เอกสารข้อตกลงระหว่างผู้กู้ร่วม

  • สัญญาซื้อขายกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วน

  • หนังสือยินยอมโอนกรรมสิทธิ์

  • ข้อตกลงแบ่งทรัพย์

  • เอกสารหย่า ถ้าเกี่ยวข้อง

  • หนังสือมอบอำนาจ ถ้ามี

ถอนชื่อผู้กู้ร่วมมีค่าใช้จ่ายไหม?

มีโอกาสมีค่าใช้จ่าย ขึ้นอยู่กับวิธีที่เลือกและเงื่อนไขของธนาคาร

ค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น เช่น

  • ค่าธรรมเนียมเปลี่ยนแปลงสัญญา

  • ค่าประเมินราคาบ้านใหม่

  • ค่าจดจำนองใหม่

  • ค่าโอนกรรมสิทธิ์

  • ภาษีหรืออากรที่เกี่ยวข้อง

  • ค่าธรรมเนียมรีไฟแนนซ์

  • ค่าปิดบัญชีก่อนกำหนด ถ้ามี

  • ค่าทำนิติกรรมที่สำนักงานที่ดิน

  • ค่าจัดทำเอกสารหรือค่าดำเนินการอื่น ๆ

ก่อนตัดสินใจควรถามธนาคารและสำนักงานที่ดินให้ชัดว่า ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง และคำนวณให้ครบก่อนเลือกวิธี

ถอนชื่อผู้กู้ร่วมกับรีไฟแนนซ์ ต่างกันยังไง?

ถอนชื่อกับธนาคารเดิม

คือการขอให้ธนาคารเดิมปรับเปลี่ยนผู้กู้ในสัญญาเดิม เช่น เอาชื่อผู้กู้ร่วมออก หรือเปลี่ยนผู้กู้ร่วมใหม่

ข้อดีคืออาจสะดวกกว่า ไม่ต้องย้ายธนาคาร
ข้อควรระวังคือธนาคารเดิมอาจไม่อนุมัติ หากผู้กู้ที่เหลือผ่อนไม่ไหว

รีไฟแนนซ์

คือการยื่นกู้ใหม่กับธนาคารใหม่ เพื่อปิดหนี้เดิมและเริ่มสัญญาใหม่ อาจเปลี่ยนชื่อผู้กู้จากกู้ร่วมเป็นกู้เดี่ยว หรือเปลี่ยนผู้กู้ร่วมชุดใหม่

ข้อดีคืออาจได้ดอกเบี้ยใหม่หรือเงื่อนไขใหม่
ข้อควรระวังคือมีค่าใช้จ่ายและต้องพิจารณาสินเชื่อใหม่ทั้งหมด

ถ้าธนาคารไม่อนุมัติให้ถอนชื่อ ต้องทำยังไง?

ถ้าธนาคารไม่อนุมัติให้ถอนชื่อ อาจมีทางเลือกดังนี้

1. หาผู้กู้ร่วมใหม่

ถ้าคนที่เหลือผ่อนคนเดียวไม่ไหว อาจหาผู้กู้ร่วมใหม่ที่มีรายได้และเครดิตดีเข้ามาแทน

2. รีไฟแนนซ์กับธนาคารอื่น

ลองเปรียบเทียบธนาคารอื่นว่าให้เงื่อนไขที่เหมาะกว่าหรือไม่ แต่ต้องยื่นเอกสารใหม่และให้ธนาคารใหม่ประเมินอีกครั้ง

3. ลดหนี้เดิมก่อนยื่นใหม่

ถ้าปัญหาเกิดจาก DSR สูงหรือภาระหนี้มาก ควรลดหนี้เดิมก่อน แล้วค่อยยื่นขอถอนชื่อหรือรีไฟแนนซ์ใหม่

4. เพิ่มเงินดาวน์หรือโปะเงินต้น

ถ้าสามารถโปะเงินต้นลงได้ ยอดหนี้คงเหลือจะลดลง อาจช่วยให้ผู้กู้ที่เหลือรับภาระต่อได้ง่ายขึ้น

5. ขายบ้าน

ถ้าไม่มีใครผ่อนต่อได้ หรือข้อตกลงไม่ลงตัว การขายบ้านอาจเป็นทางออกที่ชัดเจนที่สุด

6. คงสถานะกู้ร่วมไว้ชั่วคราว แต่ทำข้อตกลงภายใน

บางกรณีอาจยังถอนชื่อไม่ได้ทันที แต่ผู้กู้ร่วมตกลงกันภายในว่าใครจะเป็นคนผ่อนต่อ ควรทำเป็นเอกสารให้ชัด แต่ต้องเข้าใจว่าในสายตาธนาคาร ผู้กู้ร่วมทุกคนยังมีภาระหนี้ร่วมกันจนกว่าจะเปลี่ยนสัญญาอย่างเป็นทางการ

ข้อควรระวังก่อนกู้ร่วมตั้งแต่แรก

ก่อนตัดสินใจกู้ร่วม ควรคิดเผื่ออนาคต เพราะการถอนชื่อภายหลังไม่ง่าย

สิ่งที่ควรตกลงกันตั้งแต่แรก ได้แก่

  • ใครจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์

  • ใครจะผ่อนเท่าไหร่

  • ถ้าเลิกกันหรือแยกทาง จะจัดการบ้านอย่างไร

  • ถ้าคนใดคนหนึ่งไม่ผ่อน จะทำอย่างไร

  • ถ้าต้องขายบ้าน จะแบ่งเงินอย่างไร

  • ถ้าคนหนึ่งอยากถอนชื่อ อีกคนต้องทำอย่างไร

  • ใครเป็นคนจ่ายค่าใช้จ่ายวันโอน

  • ใครรับผิดชอบค่าส่วนกลาง ค่าซ่อม และค่าใช้จ่ายหลังซื้อ

  • จะบันทึกข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่

แม้จะเป็นคนรักหรือคนในครอบครัว ก็ควรตกลงเรื่องเงินและกรรมสิทธิ์ให้ชัด เพราะบ้านเป็นทรัพย์สินมูลค่าสูงและเป็นภาระระยะยาว

ถ้าอยากถอนชื่อเพราะจะกู้บ้านหลังใหม่ ต้องทำยังไง?

ถ้ามีชื่อเป็นผู้กู้ร่วมอยู่ ธนาคารใหม่อาจนับภาระหนี้บ้านเดิมเป็นหนี้ของเราด้วย ทำให้วงเงินกู้บ้านหลังใหม่ลดลง

สิ่งที่ควรทำคือ

  • เช็กยอดหนี้บ้านเดิม

  • เช็กว่าตัวเองยังมีชื่อในสัญญากู้หรือไม่

  • เช็กว่ามีชื่อในโฉนดหรือไม่

  • คุยกับผู้กู้ร่วมเดิมว่าจะถอนชื่อได้ไหม

  • ให้ธนาคารเดิมประเมินว่าถอนชื่อได้หรือไม่

  • ถอนไม่ได้ อาจให้ผู้กู้เดิมรีไฟแนนซ์เป็นชื่อคนเดียว

  • ถอนไม่ได้จริง อาจต้องรอ ลดหนี้ หรือเลือกบ้านใหม่ในงบที่เหมาะกับภาระหนี้ปัจจุบัน

อย่าเพิ่งจองบ้านหลังใหม่ก่อนรู้ว่าภาระหนี้จากบ้านเดิมจะถูกนับอย่างไร เพราะอาจทำให้วงเงินกู้ไม่พอ

กู้ร่วมกับแฟนแล้วเลิกกัน ควรทำยังไง?

กรณีนี้ควรรีบคุยให้ชัดและจัดการอย่างเป็นระบบ

ทางเลือกหลัก ๆ คือ

  • ฝ่ายหนึ่งรับบ้านต่อและถอนชื่ออีกฝ่าย

  • ฝ่ายหนึ่งซื้อกรรมสิทธิ์อีกฝ่าย

  • รีไฟแนนซ์เป็นชื่อคนเดียว

  • หาผู้กู้ร่วมใหม่

  • ขายบ้านแล้วแบ่งเงิน

  • ถ้ายังตกลงไม่ได้ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

ไม่ควรปล่อยให้บ้านผ่อนต่อไปแบบไม่มีข้อตกลง เพราะถ้าคนหนึ่งหยุดจ่าย อีกฝ่ายที่ยังมีชื่อกู้ร่วมอาจได้รับผลกระทบตามไปด้วย

กู้ร่วมกับพ่อแม่แล้วอยากถอนชื่อพ่อแม่ ทำได้ไหม?

ทำได้ในบางกรณี โดยธนาคารจะดูว่าลูกหรือผู้กู้ที่เหลือมีความสามารถผ่อนต่อเองได้หรือไม่

เหมาะกับกรณีที่

  • ลูกมีรายได้เพิ่มขึ้น

  • มีเครดิตดี

  • ภาระหนี้ไม่สูง

  • ผ่อนบ้านมาระยะหนึ่งแล้ว

  • ยอดหนี้ลดลง

  • ต้องการให้พ่อแม่ไม่มีภาระหนี้ในระบบ

ถ้าลูกยังผ่อนไม่ไหวคนเดียว ธนาคารอาจไม่อนุมัติให้ถอนชื่อพ่อแม่ หรืออาจให้หาผู้กู้ร่วมคนอื่นแทน

เช็กลิสต์ก่อนถอนชื่อผู้กู้ร่วม

ก่อนดำเนินการ ลองเช็กตามนี้

  • ต้องการถอนชื่อจากสัญญากู้ หรือถอนจากกรรมสิทธิ์ด้วย

  • ใครมีชื่อในโฉนดบ้าง

  • บ้านยังติดจำนองกับธนาคารไหน

  • ยอดหนี้คงเหลือเท่าไหร่

  • ผู้กู้ที่เหลือผ่อนต่อคนเดียวไหวไหม

  • DSR หลังถอนชื่ออยู่ในระดับที่ธนาคารรับได้ไหม

  • เครดิตบูโรของผู้กู้ที่เหลือดีหรือไม่

  • มีผู้กู้ร่วมใหม่หรือไม่

  • ธนาคารเดิมให้ถอนชื่อได้ไหม

  • รีไฟแนนซ์คุ้มกว่าหรือไม่

  • ต้องโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนไหม

  • มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

  • ผู้กู้ร่วมทุกฝ่ายยินยอมหรือไม่

  • มีข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรหรือยัง

  • ถ้าธนาคารไม่อนุมัติ มีแผนสำรองไหม

ข้อผิดพลาดที่ควรเลี่ยง

1. คิดว่าตกลงกันเองแล้วภาระหนี้จบ

แม้ตกลงกันเองแล้วว่าอีกฝ่ายไม่ต้องผ่อน แต่ถ้าชื่อยังอยู่ในสัญญากู้ ก็ยังมีภาระกับธนาคารอยู่

2. ถอนชื่อจากกรรมสิทธิ์ แต่ไม่ถอนชื่อจากสัญญากู้

กรณีนี้อันตราย เพราะอาจไม่มีชื่อเป็นเจ้าของบ้านแล้ว แต่ยังมีชื่อเป็นผู้รับผิดชอบหนี้อยู่

3. ถอนชื่อจากสัญญากู้ แต่ไม่จัดการกรรมสิทธิ์

ถ้าไม่ได้จัดการกรรมสิทธิ์ให้ชัด อาจเกิดปัญหาในอนาคตเมื่อขายบ้าน รีไฟแนนซ์ หรือแบ่งทรัพย์

4. ไม่คำนวณความสามารถผ่อนคนเดียว

ก่อนถอนชื่อ ต้องดูว่าคนที่เหลือผ่อนต่อได้จริงหรือไม่ ไม่ใช่ดูแค่ว่าอยากถือบ้านต่อ

5. ไม่ถามค่าใช้จ่ายก่อน

การโอนกรรมสิทธิ์ รีไฟแนนซ์ หรือจดจำนองใหม่อาจมีค่าใช้จ่ายหลายรายการ ควรถามให้ครบก่อนตัดสินใจ

6. ไม่ทำเอกสารข้อตกลง

การตกลงปากเปล่าเสี่ยงมาก ควรมีเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร โดยเฉพาะกรณีมีเงินก้อน กรรมสิทธิ์ หรือส่วนแบ่งเข้ามาเกี่ยวข้อง

สรุป กู้ร่วมแล้วอยากถอนชื่อภายหลัง ทำได้ไหม?

กู้ร่วมแล้วอยากถอนชื่อภายหลังทำได้ในบางกรณี แต่ต้องได้รับการพิจารณาจากธนาคาร และต้องจัดการเรื่องกรรมสิทธิ์ให้ชัดหากผู้กู้ร่วมมีชื่อเป็นเจ้าของบ้านด้วย

วิธีที่ใช้ได้มีหลายทาง เช่น ขอถอนชื่อกับธนาคารเดิม รีไฟแนนซ์ใหม่ เปลี่ยนผู้กู้ร่วม โอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วน ขายบ้าน หรือปิดหนี้ก่อนแล้วจัดการกรรมสิทธิ์

สิ่งสำคัญคือ ธนาคารจะดูว่าผู้กู้ที่เหลือสามารถผ่อนต่อได้จริงหรือไม่ หากผ่อนไม่ไหว อาจต้องหาผู้กู้ร่วมใหม่หรือเลือกทางออกอื่น

ก่อนกู้ร่วมตั้งแต่แรก ควรตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์ ความรับผิดชอบ และแผนสำรองให้ชัด เพราะการถอนชื่อภายหลังทำได้ แต่มีขั้นตอน เอกสาร ค่าใช้จ่าย และเงื่อนไขที่ต้องวางแผนให้รอบคอบ

บ้านสร้างตัว ช่วยให้การวางแผนซื้อบ้านง่ายขึ้น

สำหรับคนที่กำลังมองหาบ้านหลังแรก บ้านมือสอง บ้านพร้อมอยู่ หรือคอนโดในงบที่เข้าถึงได้ บ้านสร้างตัวพร้อมช่วยคัดสรรตัวเลือกที่เหมาะกับทั้งราคา ทำเล และการใช้ชีวิตจริง

เพราะการมีบ้านไม่ควรคิดแค่กู้ให้ผ่าน แต่ต้องคิดให้ครบตั้งแต่วันแรกว่า ใครเป็นผู้กู้ ใครถือกรรมสิทธิ์ ใครรับผิดชอบค่างวด และถ้าอนาคตเปลี่ยนไป จะจัดการบ้านหลังนี้อย่างไรให้ไม่กลายเป็นปัญหาทางการเงิน

FAQ คำถามที่พบบ่อย

กู้ร่วมแล้วถอนชื่อภายหลังได้ไหม?

ทำได้ในบางกรณี แต่ต้องให้ธนาคารพิจารณาก่อนว่าผู้กู้ที่เหลือสามารถผ่อนต่อได้หรือไม่ และอาจต้องจัดการเรื่องกรรมสิทธิ์บ้านด้วย

ถอนชื่อผู้กู้ร่วมต้องให้ทุกฝ่ายยินยอมไหม?

โดยทั่วไปควรได้รับความยินยอมจากผู้กู้ร่วมทุกฝ่าย และต้องได้รับการอนุมัติจากธนาคาร โดยเฉพาะถ้ามีการโอนกรรมสิทธิ์หรือปรับสัญญาเงินกู้

ถ้าธนาคารไม่ให้ถอนชื่อ ต้องทำยังไง?

อาจหาผู้กู้ร่วมใหม่ รีไฟแนนซ์กับธนาคารอื่น ลดหนี้เดิมก่อนยื่นใหม่ หรือขายบ้านหากไม่มีใครสามารถผ่อนต่อได้

ถอนชื่อจากโฉนดแล้ว ยังต้องรับผิดชอบหนี้ไหม?

ถ้ายังมีชื่ออยู่ในสัญญาเงินกู้กับธนาคาร ก็ยังมีภาระหนี้อยู่ แม้จะไม่มีชื่อในโฉนดแล้วก็ตาม จึงต้องจัดการทั้งสัญญากู้และกรรมสิทธิ์ให้ครบ

รีไฟแนนซ์ช่วยถอนชื่อผู้กู้ร่วมได้ไหม?

ช่วยได้ในบางกรณี เพราะเป็นการยื่นกู้ใหม่ อาจเปลี่ยนจากกู้ร่วมเป็นกู้เดี่ยวหรือเปลี่ยนผู้กู้ร่วมใหม่ได้ แต่ธนาคารใหม่ต้องพิจารณาความสามารถผ่อนอีกครั้ง

กู้ร่วมกับแฟนแล้วเลิกกัน ควรทำอย่างไร?

ควรตกลงกันให้ชัดว่าใครจะถือบ้านต่อ ใครจะรับผิดชอบหนี้ และจะชดเชยเงินที่ผ่อนไปแล้วหรือไม่ จากนั้นค่อยติดต่อธนาคารเพื่อขอถอนชื่อ รีไฟแนนซ์ หรือขายบ้านตามความเหมาะสม