DSR คืออะไร?

DSR ย่อมาจาก Debt Service Ratio คืออัตราส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ ใช้ดูว่าในแต่ละเดือนเรามีภาระต้องผ่อนหนี้ทั้งหมดเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับรายได้ต่อเดือน

พูดง่าย ๆ คือ DSR เป็นตัวเลขที่ตอบคำถามว่า

“รายได้ของเราถูกใช้ไปกับการผ่อนหนี้กี่เปอร์เซ็นต์แล้ว”

เช่น ถ้ามีรายได้เดือนละ 50,000 บาท และมีภาระหนี้รวมเดือนละ 20,000 บาท แปลว่า DSR อยู่ที่ 40%

ตัวเลขนี้สำคัญมากสำหรับคนที่กำลังจะกู้ซื้อบ้าน เพราะธนาคารใช้ DSR เพื่อดูว่า ถ้าอนุมัติสินเชื่อบ้านให้แล้ว ผู้กู้ยังมีเงินเหลือพอใช้ชีวิตประจำวันหรือไม่

ทำไม DSR ถึงสำคัญกับการกู้บ้าน?

สินเชื่อบ้านเป็นหนี้ก้อนใหญ่และผ่อนระยะยาว ธนาคารจึงไม่ได้ดูแค่ว่าเรามีรายได้เท่าไหร่ แต่ดูด้วยว่าเรามีหนี้เดิมอยู่แล้วมากแค่ไหน

ถ้า DSR สูง แปลว่ารายได้ส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการผ่อนหนี้แล้ว ธนาคารอาจมองว่ามีความเสี่ยงที่จะผ่อนบ้านไม่ไหว

แต่ถ้า DSR ต่ำ แปลว่ายังมีรายได้เหลือหลังจ่ายหนี้ ธนาคารจะมองว่ามีความสามารถในการผ่อนดีขึ้น และอาจมีโอกาสกู้ผ่านง่ายขึ้น

DSR จึงเป็นตัวเลขสำคัญที่ช่วยให้ธนาคารประเมินว่า

  • ผู้กู้มีภาระหนี้เดิมมากแค่ไหน

  • ถ้าเพิ่มค่างวดบ้านเข้าไป จะยังผ่อนไหวไหม

  • ควรอนุมัติวงเงินกู้เท่าไหร่

  • ผู้กู้มีความเสี่ยงเงินตึงหรือไม่

  • ควรลดวงเงินหรือขอผู้กู้ร่วมไหม

สูตรคำนวณ DSR

สูตรคำนวณ DSR คือ

DSR = ภาระหนี้ต่อเดือน ÷ รายได้ต่อเดือน x 100

ตัวอย่างเช่น

รายได้ต่อเดือน 50,000 บาท
มีภาระผ่อนรถ 8,000 บาท
ผ่อนบัตรเครดิต 3,000 บาท
ค่างวดบ้านที่คาดว่าจะผ่อน 12,000 บาท

ภาระหนี้รวม = 8,000 + 3,000 + 12,000 = 23,000 บาท

DSR = 23,000 ÷ 50,000 x 100
DSR = 46%

แปลว่า รายได้ 100 บาท ถูกใช้ไปกับการผ่อนหนี้ 46 บาท

DSR ควรอยู่ที่เท่าไหร่ถึงจะดี?

โดยทั่วไป DSR ยิ่งต่ำยิ่งดี เพราะแปลว่าผู้กู้ยังมีเงินเหลือสำหรับค่าใช้จ่ายอื่นในชีวิตประจำวัน

แต่ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกคนหรือทุกธนาคาร เพราะแต่ละธนาคารมีเกณฑ์พิจารณาต่างกัน และยังดูปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น รายได้ ความมั่นคงของอาชีพ เครดิตบูโร เงินออม และประเภทสินเชื่อ

แนวคิดง่าย ๆ คือ

  • DSR ต่ำกว่า 30% ถือว่าค่อนข้างสบาย

  • DSR ประมาณ 30-40% ยังอยู่ในระดับที่ควรบริหารให้ดี

  • DSR ประมาณ 40-50% เริ่มต้องระวัง เพราะภาระหนี้ค่อนข้างสูง

  • DSR มากกว่า 50% อาจทำให้กู้บ้านยากขึ้น หรือได้วงเงินต่ำลง

ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น ไม่ใช่เกณฑ์ตายตัว การอนุมัติจริงขึ้นอยู่กับธนาคารและข้อมูลการเงินของผู้กู้แต่ละคน

DSR ต่างจาก LTV ยังไง?

คนกู้บ้านมักได้ยินทั้ง DSR และ LTV ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน แต่มีผลต่อวงเงินกู้บ้านทั้งคู่

DSR

DSR คือสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ ใช้ดูว่า “ผู้กู้ผ่อนไหวไหม”

ตัวอย่างเช่น รายได้ 50,000 บาท มีหนี้รวม 20,000 บาท DSR คือ 40%

LTV

LTV คือสัดส่วนวงเงินกู้เทียบกับมูลค่าหลักประกัน ใช้ดูว่า “บ้านหลังนี้ธนาคารให้กู้ได้กี่เปอร์เซ็นต์”

ตัวอย่างเช่น บ้านราคา 3,000,000 บาท ธนาคารให้กู้ 2,700,000 บาท LTV คือ 90%

สรุปง่าย ๆ คือ

DSR ดูที่ความสามารถของคนกู้
LTV ดูที่วงเงินกู้เทียบกับมูลค่าบ้าน

ถ้า DSR สูง อาจกู้ได้น้อยลง
ถ้า LTV ต่ำ อาจต้องเตรียมเงินดาวน์มากขึ้น

ทั้งสองตัวนี้จึงมีผลต่อการซื้อบ้านมาก

ธนาคารนับหนี้อะไรบ้างใน DSR?

เวลาคำนวณ DSR ธนาคารจะดูภาระหนี้ที่ต้องผ่อนต่อเดือน ไม่ได้ดูแค่ค่างวดบ้านอย่างเดียว

ตัวอย่างหนี้ที่อาจถูกนำมาคำนวณ ได้แก่

  • ค่างวดบ้านหลังเดิม

  • ค่างวดบ้านหลังใหม่ที่กำลังขอสินเชื่อ

  • ผ่อนรถ

  • บัตรเครดิต

  • บัตรกดเงินสด

  • สินเชื่อส่วนบุคคล

  • ผ่อนสินค้า

  • สินเชื่อธุรกิจบางประเภท

  • หนี้ที่เป็นผู้กู้ร่วม

  • หนี้ที่มีข้อมูลในเครดิตบูโร

  • ภาระผ่อนชำระอื่นที่ธนาคารตรวจพบ

ดังนั้นก่อนยื่นกู้บ้าน ควรเช็กหนี้ทั้งหมดของตัวเองให้ครบ เพราะบางหนี้ที่คิดว่า “เล็กน้อย” อาจมีผลต่อ DSR และวงเงินกู้ได้

บัตรเครดิตมีผลต่อ DSR ไหม?

มีผล โดยเฉพาะถ้ามียอดค้างชำระหรือใช้วงเงินสูง

หลายคนเข้าใจว่าถ้ามีบัตรเครดิตแต่จ่ายตรงเวลา ก็ไม่น่ามีปัญหา แต่ธนาคารอาจดูว่ายอดค้างบัตรเครดิตทำให้เกิดภาระชำระต่อเดือนหรือไม่

ถ้าใช้บัตรเครดิตสูง จ่ายขั้นต่ำ หรือมียอดค้างหลายใบ อาจทำให้ DSR สูงขึ้น และกระทบวงเงินกู้บ้าน

ก่อนยื่นกู้บ้านควรทำสิ่งเหล่านี้

  • ลดการใช้บัตรเครดิต

  • จ่ายเต็มจำนวนถ้าทำได้

  • ปิดยอดค้างที่ไม่จำเป็น

  • ไม่สมัครบัตรใหม่ช่วงก่อนยื่นกู้

  • ไม่กดเงินสดจากบัตร

  • ไม่ผ่อนสินค้าหลายรายการพร้อมกัน

DSR มีผลกับวงเงินกู้บ้านยังไง?

1. DSR สูง อาจทำให้วงเงินกู้ลดลง

ถ้าธนาคารเห็นว่าผู้กู้มีหนี้เดิมเยอะ เมื่อรวมค่างวดบ้านใหม่แล้ว DSR สูงเกินไป ธนาคารอาจลดวงเงินกู้ลง เพื่อให้ค่างวดอยู่ในระดับที่ผู้กู้พอผ่อนไหว

2. DSR สูง อาจทำให้กู้ไม่ผ่าน

ถ้าภาระหนี้เดิมสูงมาก หรือหลังรวมค่างวดบ้านแล้วรายได้เหลือน้อยเกินไป ธนาคารอาจไม่อนุมัติสินเชื่อ เพราะมองว่ามีความเสี่ยงสูง

3. DSR ต่ำ ช่วยให้ภาพการเงินดูดีขึ้น

ถ้าผู้กู้มีหนี้เดิมน้อย รายได้ชัดเจน และมีเงินเหลือหลังจ่ายหนี้ ธนาคารจะประเมินความสามารถผ่อนได้ดีขึ้น

4. DSR ช่วยบอกว่าควรซื้อบ้านราคาเท่าไหร่

DSR ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะกับธนาคาร แต่ยังช่วยให้ผู้ซื้อบ้านรู้ด้วยว่า บ้านราคาเท่าไหร่ที่เหมาะกับตัวเอง

ถ้าคำนวณแล้ว DSR สูงเกินไป อาจต้องลดงบบ้าน เพิ่มเงินดาวน์ ลดหนี้เดิม หรือใช้ผู้กู้ร่วม

ตัวอย่างคำนวณ DSR ก่อนกู้บ้าน

ตัวอย่างที่ 1: DSR ยังอยู่ในระดับพอไหว

รายได้ต่อเดือน 60,000 บาท
ผ่อนรถ 8,000 บาท
บัตรเครดิต 2,000 บาท
ค่างวดบ้านใหม่ 15,000 บาท

ภาระหนี้รวม = 25,000 บาท

DSR = 25,000 ÷ 60,000 x 100
DSR = 41.67%

กรณีนี้ DSR อยู่ในระดับที่ต้องบริหารให้ดี แต่ยังอาจมีโอกาสกู้ได้ ขึ้นอยู่กับเครดิต รายได้ เงินออม และเกณฑ์ธนาคาร

ตัวอย่างที่ 2: DSR ค่อนข้างสูง

รายได้ต่อเดือน 45,000 บาท
ผ่อนรถ 10,000 บาท
บัตรเครดิต 5,000 บาท
ค่างวดบ้านใหม่ 15,000 บาท

ภาระหนี้รวม = 30,000 บาท

DSR = 30,000 ÷ 45,000 x 100
DSR = 66.67%

กรณีนี้ DSR สูงมาก เพราะรายได้ส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับหนี้แล้ว ธนาคารอาจลดวงเงิน หรืออาจยังไม่อนุมัติ ควรลดหนี้เดิมก่อนยื่นกู้บ้าน

ตัวอย่างที่ 3: ไม่มีหนี้เดิม ทำให้ DSR ดีขึ้น

รายได้ต่อเดือน 50,000 บาท
ไม่มีหนี้เดิม
ค่างวดบ้านใหม่ 15,000 บาท

ภาระหนี้รวม = 15,000 บาท

DSR = 15,000 ÷ 50,000 x 100
DSR = 30%

กรณีนี้ DSR ดูดีกว่า เพราะไม่มีหนี้เดิม ทำให้มีโอกาสวางแผนกู้บ้านได้ง่ายขึ้น

คนซื้อบ้านหลังแรกควรรู้ DSR ตอนไหน?

ควรรู้ตั้งแต่ก่อนเลือกบ้าน เพราะ DSR จะช่วยบอกว่าราคาบ้านที่อยากซื้อเหมาะกับกำลังผ่อนจริงหรือไม่

ถ้ารอจนจองบ้านแล้วค่อยคำนวณ อาจเจอปัญหา เช่น

  • กู้ไม่ผ่าน

  • กู้ได้ไม่เต็ม

  • ต้องหาเงินส่วนต่างเพิ่ม

  • เสียเงินจอง

  • ต้องเปลี่ยนบ้านใหม่

  • ค่างวดสูงเกินกว่าที่ใช้ชีวิตได้สบาย

ทางที่ดีควรคำนวณ DSR ก่อนดูบ้านจริง หรือทำ Pre-Approve สินเชื่อบ้าน เพื่อประเมินวงเงินกู้เบื้องต้นก่อนตัดสินใจ

DSR กับ Pre-Approve เกี่ยวกันยังไง?

Pre-Approve คือการให้ธนาคารประเมินวงเงินกู้เบื้องต้นก่อนเลือกบ้านจริง

ในการทำ Pre-Approve ธนาคารจะดูข้อมูลสำคัญ เช่น

  • รายได้

  • ภาระหนี้เดิม

  • Statement

  • เครดิตบูโร

  • อาชีพ

  • อายุผู้กู้

  • เงินออม

  • ผู้กู้ร่วม ถ้ามี

DSR เป็นหนึ่งในตัวเลขที่ช่วยให้ธนาคารประเมินว่าผู้กู้ควรกู้ได้ประมาณเท่าไหร่

ดังนั้นถ้าอยากรู้ว่าตัวเองซื้อบ้านในงบเท่าไหร่ได้ ควรเช็ก DSR และทำ Pre-Approve ก่อนวางเงินจองบ้าน

DSR สูง ต้องทำยังไง?

ถ้าคำนวณแล้ว DSR สูง อย่าเพิ่งตกใจ เพราะยังมีหลายวิธีที่ช่วยปรับให้ดีขึ้นได้

1. ลดหนี้เดิมก่อนยื่นกู้บ้าน

วิธีที่ช่วยได้ชัดที่สุดคือการลดภาระหนี้เดิม เช่น

  • ปิดบัตรเครดิตที่มียอดค้าง

  • ปิดสินเชื่อส่วนบุคคล

  • ลดหนี้บัตรกดเงินสด

  • ปิดผ่อนสินค้าที่ไม่จำเป็น

  • โปะหนี้รถบางส่วนถ้าช่วยลดค่างวดได้

  • เคลียร์หนี้เล็ก ๆ หลายรายการ

เมื่อภาระหนี้ต่อเดือนลดลง DSR ก็จะลดลงตาม

2. อย่าสร้างหนี้ใหม่ก่อนยื่นกู้

ถ้ากำลังวางแผนซื้อบ้าน ควรหลีกเลี่ยงการสร้างหนี้ใหม่ เช่น

  • ซื้อรถ

  • ผ่อนมือถือ

  • ผ่อนเครื่องใช้ไฟฟ้า

  • สมัครบัตรเครดิตใหม่

  • กู้สินเชื่อส่วนบุคคล

  • กดเงินสดจากบัตร

หนี้ใหม่จะทำให้ DSR สูงขึ้น และอาจทำให้วงเงินกู้บ้านลดลง

3. เพิ่มเงินดาวน์

ถ้ามีเงินดาวน์มากขึ้น ยอดกู้บ้านจะลดลง ทำให้ค่างวดบ้านต่อเดือนลดลง และช่วยให้ DSR ดีขึ้น

แต่ต้องระวังว่าอย่าใช้เงินเก็บทั้งหมดไปกับเงินดาวน์จนไม่มีเงินสำรองเหลือหลังซื้อบ้าน

4. เลือกบ้านราคาต่ำลง

ถ้าบ้านที่อยากซื้อทำให้ DSR สูงเกินไป อาจต้องปรับงบลง เช่น เลือกบ้านราคาต่ำลง ทำเลที่คุ้มขึ้น หรือประเภทบ้านที่เหมาะกับรายได้มากกว่า

บ้านที่ดีไม่ใช่บ้านที่แพงที่สุด แต่คือบ้านที่ผ่อนไหวและยังใช้ชีวิตได้ปกติ

5. ใช้ผู้กู้ร่วม

ผู้กู้ร่วมช่วยเพิ่มรายได้รวมในการพิจารณาสินเชื่อ ทำให้ DSR โดยรวมอาจดีขึ้น และช่วยเพิ่มโอกาสได้วงเงินกู้สูงขึ้น

ผู้กู้ร่วมอาจเป็น

  • คู่สมรส

  • พ่อแม่

  • พี่น้อง

  • ลูก

  • คนในครอบครัว

แต่ต้องคุยกันให้ชัด เพราะผู้กู้ร่วมมีภาระหนี้ร่วมกัน และหากผ่อนล่าช้า จะกระทบเครดิตของทุกฝ่าย

6. เพิ่มรายได้ที่พิสูจน์ได้

ถ้ามีรายได้เสริม ควรทำให้รายได้นั้นมีหลักฐานชัดเจน เช่น

  • โอนเงินเข้าบัญชี

  • มีสัญญาจ้าง

  • มีใบแจ้งหนี้

  • มีใบเสร็จรับเงิน

  • มีเอกสารภาษี

  • มี Statement ที่สม่ำเสมอ

รายได้เสริมที่ธนาคารมองเห็นได้ อาจช่วยให้รายได้รวมสูงขึ้น และทำให้ DSR ดูดีขึ้น

7. ปรับระยะเวลาผ่อน

บางกรณี การเลือกระยะเวลาผ่อนที่ยาวขึ้นอาจทำให้ค่างวดต่อเดือนลดลง และช่วยให้ DSR ลดลง

แต่ต้องเข้าใจว่า ผ่อนนานขึ้นอาจทำให้ดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญาสูงขึ้น จึงควรวางแผนโปะบ้านในอนาคตถ้ามีกำลัง

DSR ต่ำ แต่กู้บ้านไม่ผ่านได้ไหม?

ได้ เพราะ DSR เป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่ธนาคารใช้พิจารณา ยังมีปัจจัยอื่นที่สำคัญ เช่น

  • เครดิตบูโร

  • รายได้ไม่สม่ำเสมอ

  • Statement ไม่ชัด

  • เอกสารรายได้ไม่ครบ

  • ราคาประเมินบ้านต่ำ

  • LTV ไม่พอ

  • อายุผู้กู้

  • อาชีพมีความเสี่ยง

  • บ้านหรือหลักประกันมีปัญหา

  • นโยบายของธนาคารในช่วงนั้น

ดังนั้นแม้ DSR ดี ก็ยังควรเตรียมเอกสารและวางแผนการเงินให้ครบทุกด้าน

DSR สูง แต่กู้ผ่านได้ไหม?

อาจเป็นไปได้ในบางกรณี แต่มีความเสี่ยงมากขึ้น และอาจได้รับวงเงินต่ำลง

ปัจจัยที่อาจช่วยได้ เช่น

  • มีผู้กู้ร่วม

  • มีเงินดาวน์สูง

  • รายได้มั่นคงมาก

  • เครดิตบูโรดี

  • มีเงินออมเยอะ

  • บ้านมีราคาประเมินดี

  • ธนาคารพิจารณารายได้อื่นเพิ่มเติมได้

  • ลดหนี้บางส่วนก่อนอนุมัติจริง

แต่ถ้า DSR สูงจนเงินเหลือใช้ชีวิตน้อยเกินไป ควรทบทวนก่อนซื้อบ้าน เพราะการฝืนผ่อนบ้านที่เกินกำลังอาจทำให้การเงินตึงในระยะยาว

ฟรีแลนซ์ควรระวัง DSR ยังไง?

ฟรีแลนซ์หรืออาชีพอิสระควรให้ความสำคัญกับ DSR มากเป็นพิเศษ เพราะรายได้อาจไม่เท่ากันทุกเดือน

สิ่งที่ควรทำคือ

  • ใช้รายได้เฉลี่ย ไม่ใช่รายได้เดือนที่ดีที่สุด

  • เตรียม Statement ย้อนหลัง 6-12 เดือน

  • ยื่นภาษีให้ถูกต้อง

  • เก็บหลักฐานรายได้จากลูกค้า

  • แยกบัญชีงานกับบัญชีส่วนตัว

  • ลดหนี้เดิมก่อนยื่นกู้

  • มีเงินสำรองมากกว่าปกติ

  • เลือกบ้านที่ค่างวดไม่ตึงเกินไป

ฟรีแลนซ์กู้บ้านได้ แต่ต้องทำให้ธนาคารเห็นว่ารายได้มีจริง ต่อเนื่อง และผ่อนบ้านได้อย่างมั่นคง

คนมีหนี้รถอยู่ DSR จะเป็นยังไง?

ถ้ามีผ่อนรถอยู่ ค่างวดรถจะถูกนำไปรวมเป็นภาระหนี้ต่อเดือน ทำให้ DSR สูงขึ้น

ตัวอย่างเช่น

รายได้ 50,000 บาท
ผ่อนรถ 12,000 บาท
ต้องการกู้บ้านที่ค่างวด 15,000 บาท

ภาระหนี้รวม = 27,000 บาท
DSR = 27,000 ÷ 50,000 x 100
DSR = 54%

กรณีนี้ DSR ค่อนข้างสูง อาจกระทบวงเงินกู้บ้าน

ถ้าอยากกู้บ้านให้สบายขึ้น อาจต้องพิจารณา

  • โปะรถให้ค่างวดลดลง

  • ปิดหนี้รถถ้าใกล้หมด

  • เลือกบ้านราคาต่ำลง

  • ใช้ผู้กู้ร่วม

  • เพิ่มเงินดาวน์

  • รอให้หนี้รถลดลงก่อนยื่นกู้

ก่อนยื่นกู้บ้าน ควรเช็ก DSR ยังไง?

ก่อนยื่นกู้ ลองทำตามขั้นตอนนี้

1. รวมรายได้ต่อเดือน

รวมรายได้ที่มีหลักฐาน เช่น

  • เงินเดือน

  • ค่าคอมมิชชั่น

  • รายได้เสริม

  • รายได้ฟรีแลนซ์

  • รายได้ธุรกิจ

  • รายได้ประจำจากลูกค้า

  • รายได้อื่นที่ธนาคารตรวจสอบได้

2. รวมภาระหนี้ต่อเดือน

รวมค่างวดทั้งหมด เช่น

  • ผ่อนรถ

  • บัตรเครดิต

  • สินเชื่อส่วนบุคคล

  • ผ่อนสินค้า

  • หนี้บ้านเดิม

  • หนี้อื่น ๆ

  • ค่างวดบ้านใหม่ที่คาดว่าจะกู้

3. คำนวณ DSR

นำภาระหนี้รวมต่อเดือน ÷ รายได้รวมต่อเดือน x 100

4. ดูว่าตัวเลขสูงเกินไปไหม

ถ้าตัวเลขสูงมาก ควรลดหนี้หรือปรับงบบ้านก่อนยื่นกู้

5. เผื่อเงินใช้ชีวิตจริง

แม้ DSR จะอยู่ในระดับที่ธนาคารอาจรับได้ แต่ควรถามตัวเองว่า หลังผ่อนหนี้แล้วยังเหลือเงินพอใช้ชีวิตจริงหรือไม่

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเกี่ยวกับ DSR

1. ดูแค่รายได้ ไม่ดูหนี้เดิม

รายได้สูงไม่ได้แปลว่ากู้บ้านได้สูงเสมอไป ถ้ามีหนี้เดิมเยอะ DSR ก็สูงและวงเงินกู้อาจลดลง

2. จองบ้านก่อนคำนวณ DSR

ถ้ายังไม่รู้ว่าตัวเองผ่อนไหวไหม อาจจองบ้านเกินกำลังและเสี่ยงกู้ไม่ผ่าน

3. สร้างหนี้ใหม่ก่อนยื่นกู้

ช่วงก่อนกู้บ้านไม่ควรซื้อรถ ผ่อนของ หรือเปิดสินเชื่อใหม่ เพราะจะทำให้ DSR สูงขึ้นทันที

4. คิดว่าบัตรเครดิตไม่มีผล

บัตรเครดิตมีผล โดยเฉพาะถ้ามียอดค้าง ใช้วงเงินสูง หรือจ่ายขั้นต่ำต่อเนื่อง

5. ใช้รายได้เดือนที่ดีที่สุดมาคำนวณ

โดยเฉพาะฟรีแลนซ์ ควรใช้รายได้เฉลี่ย ไม่ใช่เดือนที่รับเงินเยอะที่สุด เพราะอาจทำให้ประเมินกำลังผ่อนเกินจริง

6. ไม่มีเงินสำรอง

แม้ DSR จะพอดี แต่ถ้าไม่มีเงินสำรองเลย หลังซื้อบ้านอาจเสี่ยงเงินตึงเมื่อมีค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน

เช็กลิสต์ DSR ก่อนกู้บ้าน

ก่อนยื่นกู้บ้าน ลองเช็กตามนี้

  • รู้รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของตัวเองหรือยัง

  • มีหนี้เดิมทั้งหมดกี่รายการ

  • ภาระหนี้ต่อเดือนรวมเท่าไหร่

  • ค่างวดบ้านใหม่ประมาณเท่าไหร่

  • คำนวณ DSR แล้วหรือยัง

  • DSR สูงเกินไปหรือไม่

  • มีหนี้ที่ควรปิดก่อนยื่นกู้ไหม

  • บัตรเครดิตมียอดค้างสูงหรือเปล่า

  • มีผ่อนสินค้าไม่จำเป็นหรือไม่

  • มีเงินดาวน์พอช่วยลดยอดกู้ไหม

  • มีเงินสำรองหลังซื้อบ้านไหม

  • มีผู้กู้ร่วมที่ช่วยเพิ่มรายได้ได้หรือไม่

  • เลือกบ้านจากกำลังผ่อนจริงหรือยัง

  • ทำ Pre-Approve ก่อนจองบ้านหรือยัง

สรุป DSR คืออะไร ตัวเลขสำคัญที่คนกู้บ้านต้องรู้

DSR คืออัตราส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ เป็นตัวเลขสำคัญที่ธนาคารใช้ดูว่าผู้กู้มีความสามารถผ่อนบ้านแค่ไหน

ถ้า DSR ต่ำ แปลว่าภาระหนี้ยังไม่หนักมาก และมีโอกาสกู้บ้านได้ดีขึ้น
ถ้า DSR สูง แปลว่ารายได้ส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับหนี้แล้ว อาจทำให้วงเงินกู้ลดลง หรือกู้บ้านยากขึ้น

ก่อนซื้อบ้านจึงควรคำนวณ DSR ตั้งแต่แรก โดยรวมทั้งหนี้เดิมและค่างวดบ้านใหม่ที่คาดว่าจะผ่อน เพื่อดูว่าบ้านที่อยากซื้ออยู่ในงบที่ผ่อนไหวจริงหรือไม่

ถ้า DSR สูง ควรลดหนี้เดิม เพิ่มเงินดาวน์ ใช้ผู้กู้ร่วม เพิ่มรายได้ที่พิสูจน์ได้ หรือเลือกบ้านที่ราคาต่ำลง เพื่อให้การซื้อบ้านไม่กลายเป็นภาระเกินตัวในระยะยาว

บ้านสร้างตัว ช่วยให้การวางแผนกู้บ้านง่ายขึ้น

สำหรับคนที่กำลังมองหาบ้านหลังแรก บ้านมือสอง บ้านพร้อมอยู่ หรือคอนโดในงบที่เข้าถึงได้ บ้านสร้างตัวพร้อมช่วยคัดสรรตัวเลือกที่เหมาะกับทั้งราคา ทำเล และการใช้ชีวิตจริง

เพราะการมีบ้านไม่ควรเริ่มจากการลุ้นว่าธนาคารจะให้กู้เท่าไหร่ แต่ควรเริ่มจากการเข้าใจตัวเลขสำคัญอย่าง DSR เพื่อเลือกบ้านที่ผ่อนไหว อยู่ได้จริง และไม่ทำให้การเงินตึงเกินไป

FAQ คำถามที่พบบ่อย

DSR คืออะไร?

DSR คืออัตราส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ ใช้ดูว่าในแต่ละเดือนเรามีภาระผ่อนหนี้ทั้งหมดกี่เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับรายได้

DSR คำนวณยังไง?

คำนวณจากภาระหนี้ต่อเดือน ÷ รายได้ต่อเดือน x 100 เช่น หนี้รวม 20,000 บาท รายได้ 50,000 บาท DSR เท่ากับ 40%

DSR มีผลกับการกู้บ้านไหม?

มีผลมาก เพราะธนาคารใช้ดูว่าผู้กู้ยังผ่อนบ้านไหวหรือไม่ ถ้า DSR สูง อาจได้วงเงินลดลงหรือกู้ไม่ผ่าน

DSR ควรไม่เกินเท่าไหร่?

ไม่มีตัวเลขตายตัวสำหรับทุกธนาคาร แต่โดยทั่วไป DSR ยิ่งต่ำยิ่งดี หากสูงมากควรลดหนี้หรือปรับงบบ้านก่อนยื่นกู้

มีหนี้รถอยู่ กู้บ้านได้ไหม?

กู้ได้ถ้ารายได้ยังเพียงพอ แต่ค่างวดรถจะถูกนำมาคำนวณ DSR ด้วย จึงอาจทำให้วงเงินกู้บ้านลดลง

ลด DSR ก่อนกู้บ้านทำยังไง?

ทำได้โดยลดหนี้เดิม ปิดบัตรเครดิตหรือสินเชื่อที่ไม่จำเป็น ไม่สร้างหนี้ใหม่ เพิ่มเงินดาวน์ ใช้ผู้กู้ร่วม หรือเลือกบ้านที่ราคาต่ำลง