LTV คืออะไร?
LTV ย่อมาจาก Loan to Value คืออัตราส่วนระหว่าง “วงเงินกู้” กับ “มูลค่าหลักประกัน” หรือราคาบ้านที่ธนาคารใช้ในการพิจารณา
พูดให้ง่ายที่สุด LTV คือ ตัวเลขที่บอกว่า ธนาคารสามารถให้กู้ได้กี่เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าบ้าน
ตัวอย่างเช่น
บ้านราคา 3,000,000 บาท
ธนาคารให้กู้ 2,700,000 บาท
แปลว่า LTV เท่ากับ 90%
ถ้า LTV สูง ผู้ซื้ออาจใช้เงินดาวน์น้อยลง
ถ้า LTV ต่ำ ผู้ซื้ออาจต้องเตรียมเงินดาวน์หรือเงินส่วนต่างมากขึ้น
ดังนั้น LTV จึงมีผลโดยตรงกับคำถามสำคัญของคนซื้อบ้านว่า “ธนาคารจะให้กู้เท่าไหร่” และ “เราต้องเตรียมเงินสดเพิ่มเองเท่าไหร่”
ทำไม LTV ถึงสำคัญกับการกู้ซื้อบ้าน?
เวลาซื้อบ้าน หลายคนมักคิดว่า ถ้าบ้านราคา 3 ล้านบาท ก็อาจกู้ได้เต็ม 3 ล้านบาทเสมอ แต่ในความจริง ธนาคารจะพิจารณาจากหลายปัจจัย และ LTV เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญ
LTV สำคัญเพราะช่วยกำหนดว่า
- ธนาคารปล่อยกู้ได้สูงสุดประมาณกี่เปอร์เซ็นต์
- ผู้ซื้อต้องเตรียมเงินดาวน์เท่าไหร่
- ถ้าธนาคารประเมินราคาบ้านต่ำ จะต้องหาเงินส่วนต่างไหม
- บ้านหลังแรกกับบ้านหลังที่สองอาจมีเงื่อนไขต่างกันหรือไม่
- บ้านราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาทกับบ้านราคาสูงกว่า 10 ล้านบาทอาจมีเงื่อนไขต่างกันไหม
- ผู้ซื้อมีความเสี่ยงกู้เกินตัวหรือไม่
สรุปง่าย ๆ คือ LTV เป็นเหมือนกรอบเพดานสินเชื่อที่ช่วยบอกว่าบ้านหลังนี้ ธนาคารอาจให้กู้ได้มากน้อยแค่ไหนเมื่อเทียบกับมูลค่าหลักประกัน
วิธีคำนวณ LTV แบบง่าย ๆ
สูตรคำนวณ LTV คือ
LTV = วงเงินกู้ ÷ มูลค่าบ้าน x 100
ตัวอย่างที่ 1
บ้านราคา 3,000,000 บาท
ธนาคารให้กู้ 3,000,000 บาท
LTV = 3,000,000 ÷ 3,000,000 x 100
LTV = 100%
แปลว่า ธนาคารให้กู้เต็มมูลค่าบ้าน
ตัวอย่างที่ 2
บ้านราคา 3,000,000 บาท
ธนาคารให้กู้ 2,700,000 บาท
LTV = 2,700,000 ÷ 3,000,000 x 100
LTV = 90%
แปลว่า ผู้ซื้อต้องเตรียมเงินส่วนต่างประมาณ 300,000 บาท
ตัวอย่างที่ 3
บ้านราคา 4,000,000 บาท
ธนาคารให้กู้ 3,200,000 บาท
LTV = 3,200,000 ÷ 4,000,000 x 100
LTV = 80%
แปลว่า ผู้ซื้อต้องเตรียมเงินดาวน์หรือเงินส่วนต่างประมาณ 800,000 บาท
LTV มีผลกับวงเงินกู้บ้านยังไง?
1. LTV เป็นตัวกำหนดเพดานกู้เบื้องต้น
ถ้าเกณฑ์ LTV ให้กู้ได้สูงสุด 90% ของมูลค่าบ้าน บ้านราคา 3 ล้านบาท ธนาคารอาจให้กู้ได้ไม่เกินประมาณ 2.7 ล้านบาท
ถ้าเกณฑ์ LTV ให้กู้ได้ 100% บ้านราคา 3 ล้านบาท อาจมีโอกาสกู้ได้ถึง 3 ล้านบาท
แต่ต้องจำไว้ว่า “เพดานกู้” ไม่ได้แปลว่า “ทุกคนจะกู้ได้เต็มเพดาน” เพราะธนาคารยังต้องดูรายได้ หนี้เดิม เครดิตบูโร และราคาประเมินประกอบด้วย
2. LTV มีผลกับเงินดาวน์
ถ้า LTV ต่ำ ผู้ซื้อจะต้องใช้เงินดาวน์มากขึ้น
ตัวอย่างเช่น บ้านราคา 3 ล้านบาท
- LTV 100% = อาจกู้ได้ 3,000,000 บาท ไม่ต้องเตรียมเงินดาวน์ส่วนต่างราคาบ้าน
- LTV 90% = อาจกู้ได้ 2,700,000 บาท ต้องเตรียมเงินส่วนต่าง 300,000 บาท
- LTV 80% = อาจกู้ได้ 2,400,000 บาท ต้องเตรียมเงินส่วนต่าง 600,000 บาท
ดังนั้น LTV ยิ่งต่ำ เงินดาวน์หรือเงินสดที่ต้องเตรียมเองก็ยิ่งสูงขึ้น
3. LTV มีผลกับบ้านหลังที่สองหรือบ้านเพื่อการลงทุน
โดยทั่วไป บ้านหลังแรกมักได้เงื่อนไขที่ผ่อนคลายกว่าบ้านหลังที่สองหรือบ้านเพื่อการลงทุน เพราะธนาคารมองว่าบ้านหลังแรกคือที่อยู่อาศัยจริง ส่วนบ้านหลังถัดไปอาจมีความเสี่ยงด้านการลงทุนหรือเก็งกำไรเพิ่มขึ้น
ในบางช่วง เกณฑ์ LTV อาจมีการผ่อนคลาย ทำให้บ้านหลังที่สองมีโอกาสกู้ได้สูงขึ้น แต่ผู้ซื้อยังต้องเช็กเงื่อนไขล่าสุดกับธนาคารก่อนตัดสินใจเสมอ
4. LTV มีผลมากเมื่อราคาประเมินต่ำกว่าราคาขาย
LTV มักอิงกับมูลค่าหลักประกันที่ธนาคารใช้พิจารณา ซึ่งอาจไม่เท่ากับราคาขายจริง
ตัวอย่างเช่น
บ้านขายราคา 3,000,000 บาท
แต่ธนาคารประเมินราคา 2,800,000 บาท
หากธนาคารให้กู้ 100% ของราคาประเมิน
วงเงินกู้อาจอยู่ที่ 2,800,000 บาท
แม้ผู้ขายตั้งราคา 3 ล้านบาท ผู้ซื้อก็ยังต้องเตรียมเงินส่วนต่างอีก 200,000 บาท
นี่คือเหตุผลว่าทำไมบ้านมือสองจึงต้องระวังเรื่องราคาประเมินมากเป็นพิเศษ
5. LTV ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้กู้ผ่าน
แม้ LTV จะเปิดโอกาสให้กู้ได้สูง แต่ธนาคารยังดูปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น
- รายได้ต่อเดือน
- ความสม่ำเสมอของรายได้
- ภาระหนี้เดิม
- เครดิตบูโร
- Statement
- อาชีพ
- อายุผู้กู้
- เงินออม
- ราคาประเมินบ้าน
- สภาพบ้าน
- ทำเล
- เอกสารหลักประกัน
ดังนั้นต่อให้ LTV อนุญาตให้กู้ได้ 100% ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะกู้ได้เต็ม 100% เสมอไป
LTV 100% แปลว่ากู้บ้านได้เต็มทุกคนไหม?
ไม่เสมอไป
LTV 100% หมายถึงเพดานสินเชื่อสามารถให้กู้ได้ถึง 100% ของมูลค่าหลักประกันในกรณีที่เข้าเงื่อนไข แต่ธนาคารยังต้องพิจารณาความสามารถผ่อนของผู้กู้
ถ้าผู้กู้มีรายได้เพียงพอ หนี้เดิมไม่สูง เครดิตดี เอกสารครบ และบ้านผ่านการประเมิน ธนาคารอาจอนุมัติวงเงินได้ใกล้เคียงหรือเต็มมูลค่าหลักประกัน
แต่ถ้าผู้กู้มีหนี้เดิมสูง รายได้ไม่พอ Statement ไม่ชัด หรือเครดิตมีปัญหา ธนาคารอาจอนุมัติน้อยกว่า 100% ได้
พูดง่าย ๆ คือ LTV 100% ช่วยเปิดเพดาน แต่ไม่ได้การันตีว่ากู้เต็มแน่นอน
LTV กับราคาขาย ต่างจากราคาประเมินยังไง?
ก่อนซื้อบ้านต้องแยก 3 คำนี้ให้ออก
ราคาขาย
คือราคาที่ผู้ขายหรือโครงการตั้งไว้ เช่น บ้านราคา 3,000,000 บาท
ราคาประเมิน
คือมูลค่าที่ธนาคารหรือบริษัทประเมินหลักประกันประเมินจากบ้านจริง ทำเล สภาพบ้าน ขนาดที่ดิน และข้อมูลตลาด
LTV
คือสัดส่วนวงเงินกู้ที่ธนาคารให้เมื่อเทียบกับมูลค่าหลักประกัน
ปัญหาที่คนซื้อบ้านเจอบ่อยคือ ราคาขายสูงกว่าราคาประเมิน ทำให้แม้ LTV จะสูง แต่กู้จริงอาจไม่ถึงราคาขาย
ตัวอย่างเช่น
ราคาขาย 3,000,000 บาท
ราคาประเมิน 2,800,000 บาท
LTV 100%
ธนาคารอาจให้กู้ 2,800,000 บาท
ผู้ซื้อต้องเตรียมเงินส่วนต่าง 200,000 บาท
ดังนั้นอย่าดูแค่คำว่า “กู้ได้ 100%” แต่ต้องดูว่า 100% ของอะไร
LTV ส่งผลกับบ้านมือหนึ่งและบ้านมือสองต่างกันไหม?
บ้านมือหนึ่ง
บ้านมือหนึ่งหรือบ้านโครงการมักมีราคาชัดเจน และบางโครงการอาจมีโปรโมชันช่วยค่าใช้จ่าย เช่น ฟรีค่าโอน ฟรีจดจำนอง หรือส่วนลดพิเศษ
แต่ผู้ซื้อก็ยังต้องเช็กว่า
- ธนาคารประเมินโครงการใกล้เคียงราคาขายไหม
- โปรโมชันรวมอะไรบ้าง
- กู้ได้เต็มราคาหรือไม่
- มีเงินจองและเงินทำสัญญาเท่าไหร่
- มีค่าใช้จ่ายวันโอนอะไรบ้าง
บ้านมือสอง
บ้านมือสองต้องระวังมากกว่า เพราะราคาขายอาจขึ้นอยู่กับผู้ขาย สภาพบ้าน การรีโนเวท และความต้องการของตลาด
บ้านมือสองมีโอกาสที่ราคาประเมินต่ำกว่าราคาขายได้มากกว่า โดยเฉพาะบ้านที่รีโนเวทแล้วขายราคาสูง หรือบ้านที่ผู้ขายตั้งราคาสูงกว่าตลาด
ดังนั้นก่อนจองบ้านมือสอง ควรเผื่อเงินส่วนต่างไว้เสมอ
LTV เกี่ยวกับเงินดาวน์ยังไง?
LTV กับเงินดาวน์เป็นเรื่องเดียวกันในมุมกลับกัน
ถ้า LTV สูง เงินดาวน์ที่ต้องเตรียมอาจต่ำลง
ถ้า LTV ต่ำ เงินดาวน์ที่ต้องเตรียมจะสูงขึ้น
ตัวอย่างเช่น บ้านราคา 4 ล้านบาท
- LTV 100% = กู้ได้สูงสุด 4 ล้านบาท อาจไม่ต้องเตรียมเงินดาวน์ส่วนต่าง
- LTV 90% = กู้ได้สูงสุด 3.6 ล้านบาท ต้องเตรียมเงินดาวน์ 400,000 บาท
- LTV 80% = กู้ได้สูงสุด 3.2 ล้านบาท ต้องเตรียมเงินดาวน์ 800,000 บาท
แต่ถึงแม้ไม่ต้องดาวน์ ผู้ซื้อก็ยังควรมีเงินสำรอง เพราะหลังซื้อบ้านยังมีค่าใช้จ่ายอื่น เช่น ค่าโอน ค่าจดจำนอง ค่าส่วนกลาง ค่าแต่งบ้าน และค่าเครื่องใช้ไฟฟ้า
ทำไมบางคน LTV สูง แต่ยังต้องวางเงินเพิ่ม?
เพราะการอนุมัติสินเชื่อบ้านไม่ได้ดู LTV อย่างเดียว
สาเหตุที่ยังต้องวางเงินเพิ่ม เช่น
- ธนาคารประเมินราคาบ้านต่ำกว่าราคาขาย
- รายได้ผู้กู้ไม่พอกับค่างวด
- มีหนี้เดิมสูง
- เครดิตบูโรมีปัญหา
- Statement ไม่ชัด
- ธนาคารอนุมัติวงเงินต่ำกว่าที่คาด
- บ้านมีสภาพหรือเอกสารที่ธนาคารมองว่ามีความเสี่ยง
- ผู้ซื้ออยากลดค่างวด จึงเลือกวางเงินดาวน์เพิ่มเอง
ดังนั้นก่อนจองบ้าน ควรเช็กทั้งวงเงินกู้ รายได้ ราคาประเมิน และเงินสดที่ต้องเตรียมจริง
อยากรู้ว่าตัวเองกู้ได้เท่าไหร่ ต้องดูอะไรนอกจาก LTV?
1. รายได้
รายได้เป็นตัวแปรสำคัญที่สุดตัวหนึ่ง เพราะธนาคารต้องดูว่าเราผ่อนบ้านไหวหรือไม่
2. ภาระหนี้เดิม
ถ้ามีหนี้รถ บัตรเครดิต หรือสินเชื่อส่วนบุคคล วงเงินกู้บ้านอาจลดลง แม้ LTV จะสูงก็ตาม
3. เครดิตบูโร
ประวัติจ่ายหนี้ตรงเวลาช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ แต่ถ้ามีค้างชำระหรือจ่ายล่าช้า อาจกระทบวงเงินกู้
4. Statement
Statement ช่วยให้ธนาคารเห็นเงินเข้า เงินออก และวินัยทางการเงิน โดยเฉพาะฟรีแลนซ์และอาชีพอิสระ
5. ราคาประเมินบ้าน
วงเงินกู้มักสัมพันธ์กับราคาประเมิน ถ้าราคาประเมินต่ำกว่าราคาขาย อาจต้องเตรียมเงินส่วนต่าง
6. ประเภทบ้านและวัตถุประสงค์การซื้อ
บ้านหลังแรก บ้านหลังที่สอง บ้านเพื่ออยู่เอง และบ้านเพื่อการลงทุน อาจมีเงื่อนไขสินเชื่อแตกต่างกัน
ก่อนซื้อบ้าน ควรเช็ก LTV ยังไง?
1. ถามธนาคารว่าเคสของเราเข้าเกณฑ์ LTV เท่าไหร่
อย่าดูข้อมูลทั่วไปอย่างเดียว เพราะแต่ละคนอาจมีเงื่อนไขต่างกัน เช่น บ้านหลังแรก บ้านหลังที่สอง ราคาบ้านต่ำหรือสูงกว่า 10 ล้านบาท และประเภทสินเชื่อที่ขอ
2. เช็กว่าธนาคารคิดจากราคาขายหรือราคาประเมิน
ข้อนี้สำคัญมาก เพราะถ้าธนาคารใช้ราคาประเมินที่ต่ำกว่าราคาขาย วงเงินกู้จริงอาจน้อยกว่าที่คิด
3. ทำ Pre-Approve ก่อนจองบ้าน
Pre-Approve ช่วยให้รู้วงเงินกู้เบื้องต้น และช่วยลดความเสี่ยงจองบ้านเกินกำลัง
4. เผื่อเงินส่วนต่างไว้เสมอ
แม้คิดว่าจะกู้ได้เต็ม ก็ควรเผื่อเงินส่วนต่างและค่าใช้จ่ายวันโอนไว้ เพื่อความปลอดภัย
5. อ่านเงื่อนไขเงินจองให้ชัด
ถ้ากู้ไม่ผ่านหรือกู้ได้ไม่เต็ม ควรมีเงื่อนไขชัดเจนว่าเงินจองคืนได้หรือไม่
ตัวอย่างผลของ LTV ต่อวงเงินกู้บ้าน
สมมติบ้านราคา 3,000,000 บาท
| LTV | วงเงินกู้โดยประมาณ | เงินส่วนต่างที่ต้องเตรียม |
|---|---|---|
| 100% | 3,000,000 บาท | 0 บาท |
| 95% | 2,850,000 บาท | 150,000 บาท |
| 90% | 2,700,000 บาท | 300,000 บาท |
| 80% | 2,400,000 บาท | 600,000 บาท |
| 70% | 2,100,000 บาท | 900,000 บาท |
ตารางนี้เป็นตัวอย่างเบื้องต้นเท่านั้น วงเงินจริงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขธนาคาร รายได้ หนี้เดิม เครดิต และราคาประเมินบ้าน
ถ้า LTV ทำให้วงเงินกู้ไม่พอ ควรทำยังไง?
1. เพิ่มเงินดาวน์
ถ้าขาดเงินไม่มาก และยังมีเงินสำรองเหลือ อาจเพิ่มเงินดาวน์เพื่อปิดส่วนต่าง
2. ต่อรองราคาบ้าน
โดยเฉพาะบ้านมือสอง หากราคาประเมินต่ำกว่าราคาขาย อาจใช้ข้อมูลนี้ต่อรองกับผู้ขายได้
3. ยื่นกู้หลายธนาคาร
แต่ละธนาคารอาจประเมินราคาบ้านและวงเงินไม่เท่ากัน จึงควรเปรียบเทียบหลายแห่ง
4. ใช้ผู้กู้ร่วม
ถ้าวงเงินไม่พอเพราะรายได้ไม่พอ อาจใช้ผู้กู้ร่วมเพื่อเพิ่มรายได้รวมในการพิจารณา
5. ลดหนี้เดิมก่อนยื่นกู้
ถ้ามีหนี้เยอะ ควรลดภาระหนี้ก่อน เพราะหนี้เดิมมีผลต่อวงเงินกู้บ้านมาก
6. เลือกบ้านที่เหมาะกับวงเงินจริง
ถ้าวงเงินขาดเยอะเกินไป อาจเลือกบ้านราคาต่ำลง ทำเลที่คุ้มขึ้น หรือบ้านที่ผ่อนไหวกว่า
ข้อผิดพลาดที่ควรเลี่ยงเกี่ยวกับ LTV
1. คิดว่า LTV 100% แปลว่ากู้ได้เต็มแน่นอน
LTV 100% เป็นเพดาน ไม่ใช่คำรับประกันว่าทุกคนจะกู้ได้เต็ม
2. ไม่ดูราคาประเมินบ้าน
บ้านขาย 3 ล้านบาท ไม่ได้แปลว่าธนาคารจะประเมิน 3 ล้านบาทเสมอไป
3. ไม่มีเงินสำรอง
แม้กู้ได้เต็ม ก็ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นหลังซื้อบ้าน จึงไม่ควรเข้าใจว่าไม่ต้องมีเงินสดเลย
4. จองบ้านก่อนรู้วงเงิน
ถ้ายังไม่รู้ว่ากู้ได้เท่าไหร่ อาจเสี่ยงจองบ้านเกินกำลังและเสียเงินจอง
5. ไม่อ่านเงื่อนไขสินเชื่อ
LTV เป็นแค่ส่วนหนึ่ง ต้องดูดอกเบี้ย ค่างวด ค่าใช้จ่ายวันโอน ค่าประเมิน และเงื่อนไขหลังอนุมัติด้วย
เช็กลิสต์เรื่อง LTV ก่อนยื่นกู้บ้าน
ก่อนซื้อบ้าน ลองเช็กตามนี้
- บ้านหลังนี้ราคาเท่าไหร่
- ธนาคารประเมินมูลค่าบ้านประมาณเท่าไหร่
- เคสของเราเข้าเกณฑ์ LTV เท่าไหร่
- ธนาคารมีโอกาสให้กู้กี่เปอร์เซ็นต์
- ถ้ากู้ไม่เต็ม ต้องเตรียมเงินส่วนต่างเท่าไหร่
- มีเงินดาวน์เพียงพอหรือไม่
- หลังวางดาวน์แล้วยังมีเงินสำรองไหม
- รายได้พอกับค่างวดหรือเปล่า
- มีหนี้เดิมที่ทำให้วงเงินลดลงไหม
- เครดิตบูโรพร้อมหรือยัง
- Statement ชัดเจนหรือไม่
- บ้านเป็นหลังแรกหรือหลังที่สอง
- บ้านมือสองมีโอกาสประเมินต่ำกว่าราคาขายไหม
- เงินจองคืนได้ไหมถ้ากู้ไม่ผ่านหรือกู้ไม่เต็ม
- ได้เปรียบเทียบธนาคารมากกว่า 1 แห่งหรือยัง
สรุป LTV คืออะไร ทำไมมีผลกับวงเงินกู้บ้าน?
LTV คืออัตราส่วนระหว่างวงเงินกู้กับมูลค่าหลักประกัน เป็นตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อวงเงินกู้บ้านและเงินดาวน์ที่ผู้ซื้อต้องเตรียม
ถ้า LTV สูง ผู้ซื้อมีโอกาสกู้ได้มากขึ้นและใช้เงินดาวน์น้อยลง
ถ้า LTV ต่ำ ผู้ซื้ออาจต้องเตรียมเงินสดเพิ่มมากขึ้น
แต่ LTV ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้กู้ผ่าน เพราะธนาคารยังดูรายได้ หนี้เดิม เครดิตบูโร Statement ราคาประเมินบ้าน และความสามารถในการผ่อนประกอบด้วย
ดังนั้นก่อนซื้อบ้าน อย่าดูแค่คำว่า “กู้ได้ 100%” แต่ควรเช็กว่า 100% ของราคาขายหรือราคาประเมิน และวงเงินจริงที่ธนาคารให้เหมาะกับกำลังผ่อนของเราหรือไม่
บ้านที่ดีไม่ใช่แค่บ้านที่กู้ได้สูงสุด แต่ต้องเป็นบ้านที่ซื้อแล้วผ่อนไหว มีเงินเหลือ และไม่ทำให้การเงินตึงเกินไปในระยะยาว
บ้านสร้างตัว ช่วยให้การเลือกบ้านและวางแผนกู้ง่ายขึ้น
สำหรับคนที่กำลังมองหาบ้านหลังแรก บ้านมือสอง บ้านพร้อมอยู่ หรือคอนโดในงบที่เข้าถึงได้ บ้านสร้างตัวพร้อมช่วยคัดสรรตัวเลือกที่เหมาะกับทั้งราคา ทำเล และการใช้ชีวิตจริง
เพราะการมีบ้านไม่ควรเริ่มจากการลุ้นวงเงินกู้ แต่ควรเริ่มจากการเข้าใจ LTV ราคาประเมิน เงินดาวน์ และความสามารถผ่อนของตัวเองให้ชัดก่อนตัดสินใจ
FAQ คำถามที่พบบ่อย
LTV คืออะไร?
LTV คืออัตราส่วนระหว่างวงเงินกู้กับมูลค่าหลักประกัน เช่น บ้านราคา 3 ล้านบาท ธนาคารให้กู้ 2.7 ล้านบาท เท่ากับ LTV 90%
LTV มีผลกับวงเงินกู้บ้านยังไง?
LTV มีผลกับเพดานวงเงินกู้ หาก LTV สูง ผู้ซื้ออาจกู้ได้มากขึ้น แต่ถ้า LTV ต่ำ ผู้ซื้ออาจต้องเตรียมเงินดาวน์หรือเงินส่วนต่างมากขึ้น
LTV 100% แปลว่ากู้ได้เต็มแน่นอนไหม?
ไม่แน่นอน เพราะ LTV 100% เป็นเพดานสินเชื่อ แต่ธนาคารยังต้องดูรายได้ ภาระหนี้ เครดิตบูโร Statement และราคาประเมินบ้านประกอบด้วย
LTV คิดจากราคาขายหรือราคาประเมิน?
โดยทั่วไปธนาคารจะพิจารณาจากมูลค่าหลักประกันที่ธนาคารใช้ประเมิน ซึ่งอาจไม่เท่ากับราคาขายจริง โดยเฉพาะบ้านมือสอง
ถ้าราคาประเมินต่ำกว่าราคาขาย LTV ช่วยได้ไหม?
ช่วยได้บางส่วน แต่ถ้าธนาคารอิงราคาประเมินที่ต่ำกว่าราคาขาย ผู้ซื้อยังอาจต้องเตรียมเงินส่วนต่างเอง
ก่อนซื้อบ้านควรเช็ก LTV ยังไง?
ควรถามธนาคารว่าเคสของเราเข้าเกณฑ์ LTV เท่าไหร่ ธนาคารประเมินบ้านได้เท่าไหร่ มีโอกาสกู้ได้กี่เปอร์เซ็นต์ และถ้ากู้ไม่เต็มต้องเตรียมเงินส่วนต่างเท่าไหร่