ดอกเบี้ยบ้านมีกี่แบบ เลือกแบบไหนดี?

สำหรับคนที่กำลังวางแผนซื้อบ้านหรือคอนโด เรื่อง “ดอกเบี้ยบ้าน” เป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจให้ดี เพราะดอกเบี้ยมีผลโดยตรงต่อค่างวดรายเดือน ยอดเงินที่ต้องจ่ายตลอดสัญญา และความสบายทางการเงินในระยะยาว

หลายคนมักดูแค่ว่า “ธนาคารไหนดอกเบี้ยถูกที่สุด” หรือ “ปีแรกดอกเบี้ยต่ำแค่ไหน” แต่ในความจริง ดอกเบี้ยบ้านไม่ได้ดูแค่ปีแรก ต้องดูทั้งรูปแบบดอกเบี้ย ระยะเวลาที่ได้โปรโมชัน อัตราดอกเบี้ยหลังหมดโปร ค่าใช้จ่ายอื่น และแผนรีไฟแนนซ์ในอนาคตด้วย

บทความนี้ บ้านสร้างตัวจะพามาดูว่า ดอกเบี้ยบ้านมีกี่แบบ แต่ละแบบต่างกันยังไง และควรเลือกแบบไหนดีให้เหมาะกับรายได้ ความเสี่ยง และแผนผ่อนบ้านของเรา

ดอกเบี้ยบ้านคืออะไร?

ดอกเบี้ยบ้าน คือค่าใช้จ่ายที่ผู้กู้ต้องจ่ายให้ธนาคารจากการกู้เงินมาซื้อบ้าน โดยปกติสินเชื่อบ้านเป็นหนี้ก้อนใหญ่และผ่อนนานหลายปี ดอกเบี้ยจึงมีผลต่อเงินรวมที่ต้องจ่ายสูงมาก

แม้อัตราดอกเบี้ยต่างกันเพียงเล็กน้อย เช่น 0.25% หรือ 0.50% ต่อปี แต่เมื่อคิดกับยอดกู้หลักล้านและระยะเวลาผ่อนยาวหลายสิบปี ส่วนต่างดอกเบี้ยอาจกลายเป็นเงินจำนวนมากได้

ดังนั้นก่อนเลือกสินเชื่อบ้าน ควรดูมากกว่า “ดอกเบี้ยต่ำ” แต่ต้องดูว่าเป็นดอกเบี้ยแบบไหน ต่ำนานแค่ไหน และหลังจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นอัตราอะไร

ดอกเบี้ยบ้านมีกี่แบบ?

โดยทั่วไป ดอกเบี้ยบ้านที่พบได้บ่อยมี 4 แบบหลัก ๆ คือ

  1. ดอกเบี้ยคงที่
  2. ดอกเบี้ยลอยตัว
  3. ดอกเบี้ยผสม
  4. ดอกเบี้ยขั้นบันได

นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ควรรู้เพิ่มคือ ดอกเบี้ยหลังหมดโปรโมชัน การรีไฟแนนซ์ และการขอลดดอกเบี้ยกับธนาคารเดิม ซึ่งมีผลต่อภาระผ่อนบ้านในระยะยาวเช่นกัน

1. ดอกเบี้ยคงที่ คืออะไร?

ดอกเบี้ยคงที่ คืออัตราดอกเบี้ยที่ถูกกำหนดไว้แน่นอนในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น คงที่ 1 ปี 2 ปี หรือ 3 ปี แล้วแต่เงื่อนไขของแต่ละธนาคาร

ข้อดีของดอกเบี้ยคงที่คือ ผู้กู้วางแผนการเงินได้ง่าย เพราะรู้ว่าช่วงเวลานั้นจะถูกคิดดอกเบี้ยในอัตราเท่าไหร่ ไม่ต้องกังวลว่าอัตราดอกเบี้ยจะขึ้นลงระหว่างทาง

ตัวอย่างเช่น

ธนาคารกำหนดดอกเบี้ยคงที่ 3% ต่อปี เป็นเวลา 1 ปี
ในปีแรก ผู้กู้ก็จะถูกคิดดอกเบี้ยตามอัตรานี้ตลอดช่วงที่กำหนด

ดอกเบี้ยคงที่เหมาะกับใคร?

ดอกเบี้ยคงที่เหมาะกับคนที่ต้องการความแน่นอน เช่น

  • คนซื้อบ้านหลังแรก
  • คนที่อยากวางแผนค่างวดง่าย
  • คนที่ไม่อยากเสี่ยงกับดอกเบี้ยขึ้น
  • คนที่รายได้ค่อนข้างคงที่
  • คนที่ต้องการรู้ภาระผ่อนในช่วงแรกให้ชัด
  • คนที่ยังไม่มีเงินสำรองมากนัก

ข้อควรระวังคือ หลังหมดช่วงดอกเบี้ยคงที่ ดอกเบี้ยอาจเปลี่ยนเป็นแบบลอยตัว เช่น MRR ลบด้วยอัตราที่ธนาคารกำหนด ซึ่งอาจทำให้ภาระดอกเบี้ยเปลี่ยนไปได้

2. ดอกเบี้ยลอยตัว คืออะไร?

ดอกเบี้ยลอยตัว คือดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลงได้ตามอัตราอ้างอิงของธนาคาร เช่น MRR หรือ MLR โดยอัตราเหล่านี้สามารถปรับขึ้นหรือลงได้ตามภาวะตลาด นโยบายดอกเบี้ย และต้นทุนของธนาคาร

รูปแบบที่มักเห็น เช่น

  • MRR - 1.00%
  • MRR - 2.00%
  • MLR - 1.50%

ถ้า MRR ของธนาคารเปลี่ยน ดอกเบี้ยที่ผู้กู้ต้องจ่ายก็จะเปลี่ยนตาม

MRR คืออะไร?

MRR หรือ Minimum Retail Rate คืออัตราดอกเบี้ยอ้างอิงที่ธนาคารใช้กับลูกค้ารายย่อยชั้นดี โดยมักเกี่ยวข้องกับสินเชื่อบุคคลและสินเชื่อบ้าน

เวลาเห็นเงื่อนไขว่า “MRR - 2.00%” หมายความว่า ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยจากค่า MRR ของธนาคารในช่วงนั้น แล้วลบออก 2.00%

ตัวอย่างเช่น

ถ้า MRR เท่ากับ 7.00%
และสินเชื่อคิดดอกเบี้ย MRR - 2.00%
ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายจะเท่ากับ 5.00% ต่อปี

แต่ถ้า MRR เปลี่ยน ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายก็จะเปลี่ยนตาม

ดอกเบี้ยลอยตัวเหมาะกับใคร?

ดอกเบี้ยลอยตัวเหมาะกับคนที่รับความเปลี่ยนแปลงได้ เช่น

  • คนที่มีรายได้ค่อนข้างมั่นคง
  • คนที่มีเงินสำรอง
  • คนที่เข้าใจความเสี่ยงเรื่องดอกเบี้ย
  • คนที่ติดตามภาวะดอกเบี้ยได้
  • คนที่วางแผนรีไฟแนนซ์หรือปิดหนี้บางส่วนในอนาคต
  • คนที่ยอมรับได้ถ้าค่างวดหรือภาระดอกเบี้ยเปลี่ยน

ข้อดีคือ ถ้าอัตราดอกเบี้ยตลาดลดลง ผู้กู้อาจได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยที่ลดลง แต่ถ้าดอกเบี้ยขึ้น ภาระดอกเบี้ยก็อาจเพิ่มขึ้นตาม

3. ดอกเบี้ยผสม คืออะไร?

ดอกเบี้ยผสม คือสินเชื่อบ้านที่ใช้หลายรูปแบบรวมกัน เช่น ช่วงแรกเป็นดอกเบี้ยคงที่หรือดอกเบี้ยต่ำพิเศษ หลังจากนั้นเปลี่ยนเป็นดอกเบี้ยลอยตัว

นี่เป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยมากในสินเชื่อบ้าน เพราะธนาคารมักเสนอโปรโมชันดอกเบี้ยต่ำในช่วง 1-3 ปีแรก เพื่อช่วยให้ผู้กู้เริ่มผ่อนได้ง่ายขึ้น

ตัวอย่างเช่น

  • ปีที่ 1 ดอกเบี้ยคงที่ 2.50%
  • ปีที่ 2 ดอกเบี้ยคงที่ 3.00%
  • ปีที่ 3 ดอกเบี้ยคงที่ 4.00%
  • หลังจากนั้นเป็น MRR - 1.50%

รูปแบบนี้ทำให้ช่วงแรกค่างวดดูเบา แต่หลังหมดช่วงโปรโมชันต้องดูให้ดีว่าดอกเบี้ยจะกลายเป็นเท่าไหร่

ดอกเบี้ยผสมเหมาะกับใคร?

ดอกเบี้ยผสมเหมาะกับคนที่ต้องการเริ่มต้นผ่อนบ้านแบบไม่หนักเกินไปในช่วงแรก เช่น

  • คนซื้อบ้านหลังแรก
  • คนที่มีค่าใช้จ่ายแต่งบ้านช่วงแรก
  • คนที่ต้องการค่างวดเริ่มต้นไม่สูงมาก
  • คนที่วางแผนรีไฟแนนซ์หลังครบเงื่อนไข
  • คนที่อยากได้ความแน่นอนช่วงแรก แต่ยอมรับดอกเบี้ยลอยตัวหลังจากนั้นได้

ข้อควรระวังคือ อย่าดูแค่ดอกเบี้ยปีแรก ต้องดูดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก และดอกเบี้ยหลังหมดโปรด้วย

4. ดอกเบี้ยขั้นบันได คืออะไร?

ดอกเบี้ยขั้นบันได คือดอกเบี้ยที่เปลี่ยนไปตามปีที่ผ่อน โดยมักเริ่มจากอัตราต่ำในปีแรก แล้วค่อย ๆ สูงขึ้นในปีถัดไป

ตัวอย่างเช่น

  • ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 1.99%
  • ปีที่ 2 ดอกเบี้ย 3.25%
  • ปีที่ 3 ดอกเบี้ย 4.50%
  • ปีที่ 4 เป็นต้นไป MRR - 1.25%

จุดเด่นคือช่วยให้ช่วงแรกผ่อนเบา แต่ถ้าไม่ดูปีหลัง ๆ อาจเข้าใจผิดว่าดอกเบี้ยถูกมาก ทั้งที่เฉลี่ยหลายปีแล้วอาจไม่ได้ถูกที่สุด

ดอกเบี้ยขั้นบันไดเหมาะกับใคร?

ดอกเบี้ยขั้นบันไดเหมาะกับคนที่ต้องการลดภาระช่วงเริ่มต้น เช่น

  • คนเพิ่งย้ายเข้าบ้านใหม่
  • คนที่มีค่าแต่งบ้าน ค่าเฟอร์นิเจอร์ หรือค่าเครื่องใช้ไฟฟ้า
  • คนที่รายได้มีแนวโน้มเพิ่มในอนาคต
  • คนที่มีแผนรีไฟแนนซ์เมื่อครบกำหนด
  • คนที่ต้องการบริหารเงินสดในช่วง 1-3 ปีแรก

แต่ต้องระวังว่า หลังปีแรกดอกเบี้ยอาจสูงขึ้น จึงควรคำนวณค่างวดเผื่อปีต่อ ๆ ไป ไม่ใช่ดูแค่ปีแรก

ดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก คืออะไร?

สินเชื่อบ้านส่วนใหญ่มักคิดแบบ “ลดต้นลดดอก” หมายความว่า ดอกเบี้ยจะคำนวณจากเงินต้นคงเหลือ

ช่วงแรกของการผ่อน เงินต้นยังสูง ทำให้ส่วนที่เป็นดอกเบี้ยค่อนข้างมาก
เมื่อผ่อนไปเรื่อย ๆ เงินต้นลดลง ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายก็จะลดลงตาม

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการโปะบ้าน หรือจ่ายเพิ่มจากค่างวดปกติในบางช่วง จึงช่วยลดเงินต้นและลดดอกเบี้ยรวมในระยะยาวได้

ดอกเบี้ยบ้านแบบไหนดีที่สุด?

ไม่มีดอกเบี้ยแบบไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน เพราะแต่ละคนมีรายได้ ภาระหนี้ ความเสี่ยง และแผนการเงินไม่เหมือนกัน

การเลือกดอกเบี้ยบ้านควรดูจากคำถามเหล่านี้

  • ต้องการค่างวดแน่นอนหรือยืดหยุ่น?
  • รับความเสี่ยงดอกเบี้ยขึ้นได้แค่ไหน?
  • มีเงินสำรองพอไหม?
  • วางแผนรีไฟแนนซ์ในอนาคตหรือไม่?
  • ตั้งใจอยู่บ้านหลังนี้นานแค่ไหน?
  • มีแผนโปะบ้านหรือปิดหนี้เร็วกว่ากำหนดไหม?
  • รายได้มีแนวโน้มเพิ่มหรือลด?
  • หลังหมดโปรโมชันยังผ่อนไหวหรือเปล่า?

ถ้าตอบคำถามเหล่านี้ได้ จะเลือกดอกเบี้ยบ้านได้เหมาะกับตัวเองมากขึ้น

เปรียบเทียบดอกเบี้ยบ้านแต่ละแบบ

ประเภทดอกเบี้ย จุดเด่น ข้อควรระวัง เหมาะกับใคร
ดอกเบี้ยคงที่ วางแผนง่าย รู้ดอกเบี้ยแน่นอน หลังหมดช่วงคงที่อาจเปลี่ยนเป็นลอยตัว คนที่ต้องการความแน่นอน
ดอกเบี้ยลอยตัว มีโอกาสได้ประโยชน์ถ้าดอกเบี้ยลด ถ้าดอกเบี้ยขึ้น ภาระอาจเพิ่ม คนที่รับความเสี่ยงได้
ดอกเบี้ยผสม ช่วงแรกมักผ่อนเบากว่า ต้องดูหลังหมดโปร คนซื้อบ้านหลังแรกหรือมีแผนรีไฟแนนซ์
ดอกเบี้ยขั้นบันได ปีแรกดอกเบี้ยมักต่ำ ปีต่อไปอาจสูงขึ้น คนที่ต้องการเบาภาระช่วงเริ่มต้น

เลือกดอกเบี้ยบ้านแบบไหนดี?

1. ถ้าอยากผ่อนแบบสบายใจ เลือกดอกเบี้ยคงที่หรือผสมช่วงแรก

ถ้าคุณเป็นคนซื้อบ้านหลังแรก ยังมีค่าแต่งบ้าน ค่าขนย้าย ค่าเครื่องใช้ไฟฟ้า และยังต้องปรับตัวกับค่างวดบ้าน ดอกเบี้ยคงที่หรือดอกเบี้ยผสมที่ให้ความแน่นอนในช่วงแรกอาจเหมาะกว่า

เพราะช่วยให้รู้ภาระในช่วงแรกชัดเจน และวางแผนค่าใช้จ่ายรายเดือนได้ง่าย

2. ถ้ารับความเสี่ยงได้ และมีเงินสำรอง อาจเลือกดอกเบี้ยลอยตัว

ถ้าคุณมีรายได้มั่นคง มีเงินสำรอง และเข้าใจว่าดอกเบี้ยอาจขึ้นลงได้ ดอกเบี้ยลอยตัวอาจเป็นทางเลือกที่ยืดหยุ่นกว่า

แต่ควรคำนวณเผื่อกรณีดอกเบี้ยสูงขึ้นด้วย เช่น ถ้าดอกเบี้ยเพิ่มอีก 0.50-1.00% ยังผ่อนไหวหรือไม่

3. ถ้าวางแผนรีไฟแนนซ์ ควรดูดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก

หลายคนเลือกสินเชื่อบ้านโดยดูดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก เพราะมักเป็นช่วงโปรโมชันสำคัญ และหลังจากครบเงื่อนไข อาจพิจารณารีไฟแนนซ์หรือขอลดดอกเบี้ยกับธนาคารเดิม

แต่ต้องดูค่าใช้จ่ายรีไฟแนนซ์ด้วย เช่น ค่าจดจำนองใหม่ ค่าประเมิน ค่าประกัน หรือค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ว่าประหยัดจริงหรือไม่

4. ถ้าคิดจะโปะบ้าน ควรดูเงื่อนไขชำระก่อนกำหนด

ถ้าคุณวางแผนจะโปะบ้านหรือปิดหนี้เร็ว ควรดูว่าแต่ละธนาคารมีเงื่อนไขการชำระก่อนกำหนดอย่างไร

บางสัญญาอาจมีค่าธรรมเนียมหากปิดบัญชีก่อนครบกำหนด เช่น ก่อนครบ 3 ปีแรก หรือในช่วงโปรโมชัน

ดังนั้นคนที่มีแผนโปะบ้านควรถามให้ชัดก่อนเลือกสินเชื่อ

5. ถ้ารายได้ยังไม่แน่นอน อย่าเลือกจากดอกเบี้ยต่ำอย่างเดียว

คนที่มีรายได้ไม่แน่นอน เช่น ฟรีแลนซ์ เจ้าของกิจการ หรือคนที่รายได้ขึ้นลงตามคอมมิชชั่น ไม่ควรเลือกสินเชื่อจากดอกเบี้ยต่ำสุดอย่างเดียว แต่ควรดูว่าค่างวดหลังหมดโปรยังผ่อนไหวหรือไม่

ควรมีเงินสำรองหลายเดือน และเลือกบ้านในราคาที่ไม่ทำให้ภาระตึงเกินไป

ก่อนเลือกดอกเบี้ยบ้าน ต้องเช็กอะไรบ้าง?

1. ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก

หลายธนาคารใช้ดอกเบี้ยต่ำช่วงแรกเพื่อดึงดูดลูกค้า ดังนั้นควรดูดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก ไม่ใช่ดูแค่ปีแรก

บางแพ็กเกจปีแรกต่ำมาก แต่ปีที่ 2-3 สูงขึ้น ทำให้เฉลี่ยแล้วอาจไม่ได้ถูกที่สุด

2. ดอกเบี้ยหลังหมดโปรโมชัน

หลังจากหมดช่วงดอกเบี้ยพิเศษ ดอกเบี้ยอาจเปลี่ยนเป็น MRR หรือ MLR ลบด้วยอัตราที่กำหนด ซึ่งเป็นจุดที่ต้องดูให้ดีมาก

ควรถามธนาคารว่า

  • หลังหมดโปรคิดดอกเบี้ยเท่าไหร่
  • อ้างอิงกับ MRR หรือ MLR
  • ส่วนลดจากอัตราอ้างอิงเท่าไหร่
  • อัตรานี้เปลี่ยนแปลงได้หรือไม่
  • ถ้าดอกเบี้ยขึ้น ค่างวดจะกระทบอย่างไร

3. ค่างวดต่อเดือน

ดอกเบี้ยต่ำอาจไม่ได้แปลว่าค่างวดต่ำเสมอไป เพราะค่างวดขึ้นอยู่กับวงเงินกู้ ระยะเวลาผ่อน และเงื่อนไขของธนาคารด้วย

ควรให้ธนาคารจำลองค่างวดทั้งช่วงโปรโมชันและหลังหมดโปร เพื่อดูว่าเราผ่อนไหวจริงหรือไม่

4. ระยะเวลาผ่อน

ระยะผ่อนยาวทำให้ค่างวดต่อเดือนต่ำลง แต่ดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญาอาจสูงขึ้น
ระยะผ่อนสั้นทำให้ปิดหนี้เร็วกว่า แต่ค่างวดต่อเดือนสูงขึ้น

ควรเลือกตามกำลังผ่อนจริง ไม่ใช่เลือกผ่อนสั้นเกินไปจนเงินตึง หรือผ่อนยาวเกินไปโดยไม่คิดดอกเบี้ยรวม

5. ค่าใช้จ่ายอื่นนอกจากดอกเบี้ย

การเลือกสินเชื่อบ้านต้องดูค่าใช้จ่ายอื่นด้วย เช่น

  • ค่าประเมินหลักประกัน
  • ค่าจดจำนอง
  • ค่าประกันอัคคีภัย
  • ค่าธรรมเนียมสินเชื่อ
  • ค่าธรรมเนียมปิดบัญชีก่อนกำหนด
  • ค่าใช้จ่ายรีไฟแนนซ์
  • เงื่อนไขการทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ ถ้ามี

บางแพ็กเกจดอกเบี้ยต่ำ แต่มีค่าใช้จ่ายอื่นสูง จึงควรเปรียบเทียบภาพรวมทั้งหมด

6. เงื่อนไขรีไฟแนนซ์หรือปิดหนี้ก่อนกำหนด

ถ้าวางแผนรีไฟแนนซ์หลังครบ 3 ปี ควรดูตั้งแต่แรกว่าธนาคารมีเงื่อนไขห้ามปิดบัญชีก่อนกำหนดหรือไม่ และถ้าปิดก่อนจะมีค่าปรับหรือค่าธรรมเนียมเท่าไหร่

7. ความสามารถผ่อนหลังดอกเบี้ยปรับขึ้น

อย่าคำนวณจากดอกเบี้ยปีแรกอย่างเดียว เพราะค่างวดจริงในอนาคตอาจเปลี่ยนได้ ควรเผื่อกรณีดอกเบี้ยสูงขึ้น เพื่อให้แน่ใจว่ายังผ่อนไหว

ตัวอย่างวิธีคิดง่าย ๆ ก่อนเลือกดอกเบี้ยบ้าน

ก่อนเลือกสินเชื่อบ้าน ลองคิดเป็น 3 ช่วง

ช่วงที่ 1: ปีแรก

ดูว่าค่างวดเริ่มต้นไหวไหม และยังเหลือเงินใช้ชีวิตหรือไม่

ช่วงที่ 2: ปีที่ 2-3

ดูว่าดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นไหม ค่างวดหรือภาระดอกเบี้ยยังรับได้หรือเปล่า

ช่วงที่ 3: หลังหมดโปรโมชัน

ดูว่าดอกเบี้ยจะอิง MRR หรือ MLR เท่าไหร่ และหากไม่รีไฟแนนซ์ ยังผ่อนไหวไหม

ถ้าทั้ง 3 ช่วงยังอยู่ในระดับที่รับได้ แพ็กเกจนั้นอาจเหมาะกับเรามากกว่าแพ็กเกจที่ดูถูกแค่ปีแรก

รีไฟแนนซ์บ้านเกี่ยวกับดอกเบี้ยยังไง?

รีไฟแนนซ์ คือการย้ายสินเชื่อบ้านจากธนาคารเดิมไปธนาคารใหม่ เพื่อขอเงื่อนไขที่ดีกว่า เช่น ดอกเบี้ยต่ำลง ค่างวดลดลง หรือปรับระยะเวลาผ่อนใหม่

หลายคนรีไฟแนนซ์หลังหมดช่วงโปรโมชัน เพราะดอกเบี้ยหลังหมดโปรอาจสูงขึ้น

แต่ก่อนรีไฟแนนซ์ควรคำนวณให้ดีว่า ประหยัดจริงหรือไม่ หลังหักค่าใช้จ่าย เช่น

  • ค่าจดจำนองใหม่
  • ค่าประเมินหลักประกัน
  • ค่าประกัน
  • ค่าธรรมเนียมธนาคาร
  • ค่าใช้จ่ายเอกสาร
  • เวลาที่ต้องดำเนินการ

ถ้าดอกเบี้ยลดลงมากพอ รีไฟแนนซ์อาจช่วยประหยัดเงินได้ แต่ถ้าส่วนต่างไม่มาก อาจขอลดดอกเบี้ยกับธนาคารเดิมหรือ Retention แทน

Retention คืออะไร?

Retention คือการขอลดดอกเบี้ยกับธนาคารเดิม โดยไม่ต้องย้ายไปธนาคารใหม่ วิธีนี้อาจสะดวกกว่ารีไฟแนนซ์ เพราะไม่ต้องเปลี่ยนเจ้าหนี้ และค่าใช้จ่ายอาจน้อยกว่า

เหมาะกับคนที่ไม่อยากเสียเวลาทำเรื่องใหม่ แต่ต้องการลดภาระดอกเบี้ยหลังหมดช่วงโปรโมชัน

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคาร จึงควรสอบถามธนาคารเดิมก่อนตัดสินใจ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเวลาเลือกดอกเบี้ยบ้าน

1. ดูแค่ดอกเบี้ยปีแรก

ปีแรกดอกเบี้ยต่ำมากอาจดูน่าสนใจ แต่ถ้าปีต่อไปสูงขึ้นมาก หรือหลังหมดโปรดอกเบี้ยสูง อาจไม่คุ้มในระยะยาว

2. ไม่ดูดอกเบี้ยหลังหมดโปร

หลายคนรู้แค่ดอกเบี้ย 3 ปีแรก แต่ไม่รู้ว่าปีที่ 4 เป็นต้นไปคิดยังไง ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องผ่อนต่ออีกนาน

3. ไม่เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายรวม

ควรดูทั้งดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ค่าประเมิน ค่าจดจำนอง ประกัน และเงื่อนไขอื่น ๆ ไม่ใช่ดูตัวเลขดอกเบี้ยอย่างเดียว

4. เลือกค่างวดต่ำสุดโดยไม่ดูดอกเบี้ยรวม

ค่างวดต่ำอาจช่วยให้ผ่อนสบายขึ้น แต่ถ้าระยะผ่อนยาวมาก ดอกเบี้ยรวมอาจสูงขึ้น

5. ไม่เผื่อดอกเบี้ยขึ้น

ถ้าเลือกแบบลอยตัวหรือหลังหมดโปรเป็นลอยตัว ต้องเผื่อกรณีดอกเบี้ยปรับขึ้นด้วย

6. ไม่วางแผนรีไฟแนนซ์

ถ้าไม่วางแผนล่วงหน้า อาจปล่อยให้ดอกเบี้ยหลังหมดโปรสูงไปหลายปีโดยไม่รู้ตัว

เช็กลิสต์ก่อนเลือกดอกเบี้ยบ้าน

ก่อนเลือกสินเชื่อบ้าน ลองเช็กตามนี้

  • ดอกเบี้ยเป็นแบบคงที่ ลอยตัว ผสม หรือขั้นบันได
  • ดอกเบี้ยปีแรกเท่าไหร่
  • ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกเท่าไหร่
  • หลังหมดโปรคิดจาก MRR หรือ MLR
  • ส่วนลดจากอัตราอ้างอิงเท่าไหร่
  • ค่างวดช่วงแรกเท่าไหร่
  • ค่างวดหลังหมดโปรประมาณเท่าไหร่
  • ถ้าดอกเบี้ยขึ้น ยังผ่อนไหวไหม
  • มีค่าใช้จ่ายอื่นอะไรบ้าง
  • มีเงื่อนไขปิดบัญชีก่อนกำหนดไหม
  • วางแผนรีไฟแนนซ์หรือ Retention ไว้หรือยัง
  • มีเงินสำรองพอรับมือดอกเบี้ยเปลี่ยนไหม
  • เปรียบเทียบหลายธนาคารแล้วหรือยัง
  • อ่านสัญญาและเงื่อนไขครบหรือยัง

สรุป ดอกเบี้ยบ้านมีกี่แบบ และควรเลือกแบบไหนดี?

ดอกเบี้ยบ้านหลัก ๆ มี 4 แบบ คือ ดอกเบี้ยคงที่ ดอกเบี้ยลอยตัว ดอกเบี้ยผสม และดอกเบี้ยขั้นบันได แต่ละแบบมีข้อดีและข้อควรระวังต่างกัน

ถ้าต้องการความแน่นอน ควรดูดอกเบี้ยคงที่หรือดอกเบี้ยผสมช่วงแรก
ถ้ารับความเสี่ยงได้ อาจพิจารณาดอกเบี้ยลอยตัว
ถ้าอยากผ่อนเบาช่วงแรก ควรดูดอกเบี้ยขั้นบันได แต่ต้องเช็กปีต่อ ๆ ไปให้ดี
ถ้าวางแผนรีไฟแนนซ์ ควรดูดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกและเงื่อนไขปิดบัญชีก่อนกำหนด

สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าเลือกจากดอกเบี้ยต่ำสุดเพียงตัวเดียว แต่ควรดูภาพรวมทั้งหมด ทั้งค่างวด ดอกเบี้ยหลังหมดโปร ค่าใช้จ่ายอื่น ความสามารถผ่อน และแผนการเงินระยะยาว

บ้านสร้างตัว ช่วยให้การเลือกบ้านและวางแผนกู้บ้านง่ายขึ้น

สำหรับคนที่กำลังมองหาบ้านหลังแรก บ้านมือสอง บ้านพร้อมอยู่ หรือคอนโดในงบที่เข้าถึงได้ บ้านสร้างตัวพร้อมช่วยคัดสรรตัวเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งราคา ทำเล และการใช้ชีวิตจริง

เพราะการมีบ้านไม่ใช่แค่เลือกบ้านที่ถูกใจ แต่ต้องเลือกบ้านที่ผ่อนไหว เข้าใจดอกเบี้ย และวางแผนการเงินได้อย่างมั่นใจในระยะยาว

FAQ คำถามที่พบบ่อย

ดอกเบี้ยบ้านมีกี่แบบ?

โดยทั่วไปดอกเบี้ยบ้านที่พบบ่อยมี 4 แบบ คือ ดอกเบี้ยคงที่ ดอกเบี้ยลอยตัว ดอกเบี้ยผสม และดอกเบี้ยขั้นบันได

ดอกเบี้ยคงที่กับดอกเบี้ยลอยตัวต่างกันยังไง?

ดอกเบี้ยคงที่คืออัตราที่กำหนดไว้แน่นอนในช่วงเวลาหนึ่ง ส่วนดอกเบี้ยลอยตัวคือดอกเบี้ยที่เปลี่ยนตามอัตราอ้างอิง เช่น MRR หรือ MLR

MRR คืออะไร?

MRR คืออัตราดอกเบี้ยอ้างอิงที่ธนาคารใช้กับลูกค้ารายย่อยชั้นดี เช่น สินเชื่อบ้าน โดยธนาคารอาจคิดดอกเบี้ยเป็น MRR บวกหรือลบตามเงื่อนไขสินเชื่อ

เลือกดอกเบี้ยบ้านแบบไหนดี?

ถ้าอยากวางแผนง่ายและไม่เสี่ยงมาก ควรเลือกแบบคงที่หรือผสมช่วงแรก ถ้ารับความเสี่ยงดอกเบี้ยขึ้นลงได้ อาจเลือกแบบลอยตัว แต่ควรมีเงินสำรองและคำนวณเผื่อดอกเบี้ยขึ้นเสมอ

ดูดอกเบี้ยปีแรกพอไหม?

ไม่พอ ควรดูดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก ดอกเบี้ยหลังหมดโปร ค่าใช้จ่ายอื่น และเงื่อนไขรีไฟแนนซ์หรือปิดบัญชีก่อนกำหนดด้วย

รีไฟแนนซ์ช่วยลดดอกเบี้ยบ้านได้ไหม?

ช่วยได้ในบางกรณี โดยเฉพาะหลังหมดช่วงโปรโมชัน แต่ต้องคำนวณค่าใช้จ่ายรีไฟแนนซ์ทั้งหมดก่อนว่าประหยัดจริงหรือไม่