จองบ้านออนไลน์ ปลอดภัยไหม?
จองบ้านออนไลน์สามารถทำได้ และในหลายกรณีก็ช่วยให้สะดวกขึ้นมาก โดยเฉพาะคนที่ไม่มีเวลาเดินทางไปดูโครงการหลายรอบ คนอยู่ต่างจังหวัด หรือคนที่เจอบ้านถูกใจผ่านเว็บไซต์ เพจ หรือแพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์
แต่เพราะ “บ้าน” เป็นทรัพย์สินมูลค่าสูง การจองออนไลน์จึงไม่ควรรีบโอนเงินเพียงเพราะเห็นภาพสวย โปรดี หรือมีคนบอกว่า “ยูนิตนี้มีคนสนใจเยอะ ต้องรีบจอง”
คำตอบคือ จองบ้านออนไลน์ปลอดภัยได้ ถ้าเช็กข้อมูลครบก่อนโอนเงิน ทั้งตัวตนผู้ขาย โครงการ บริษัท เอกสารบ้าน บัญชีรับเงิน เงื่อนไขการจอง และหลักฐานการชำระเงิน
บทความนี้ บ้านสร้างตัวจะพามาดูว่า ก่อนจองบ้านออนไลน์ต้องเช็กอะไรบ้าง เพื่อให้ซื้อบ้านได้มั่นใจขึ้น ลดความเสี่ยงโดนหลอก และไม่เสียเงินจองโดยไม่จำเป็น
ทำไมการจองบ้านออนไลน์ต้องระวังเป็นพิเศษ?
การจองบ้านออนไลน์ต่างจากการซื้อของทั่วไป เพราะเกี่ยวข้องกับเงินก้อนใหญ่ เอกสารสิทธิ์ สัญญา เงื่อนไขสินเชื่อ และการโอนกรรมสิทธิ์
ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เช่น
- เจอเพจปลอมแอบอ้างโครงการ
- โอนเงินเข้าบัญชีบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง
- บ้านหรือยูนิตไม่มีอยู่จริง
- ภาพบ้านไม่ตรงกับของจริง
- ราคาและโปรโมชันไม่ตรงกับเงื่อนไขจริง
- จองแล้วคืนเงินไม่ได้ ทั้งที่กู้ไม่ผ่าน
- เอกสารจองไม่ชัดเจน
- ผู้ขายไม่ใช่เจ้าของทรัพย์จริง
- บ้านมีภาระผูกพันหรือเอกสารไม่พร้อมโอน
ดังนั้นก่อนจองบ้านออนไลน์ ต้องดูมากกว่า “บ้านสวย ราคาดี” แต่ต้องเช็กให้ชัดว่าใครขาย ขายจริงไหม โอนได้จริงหรือไม่ และเงินจองปลอดภัยแค่ไหน
1. เช็กช่องทางที่เจอบ้านว่าเป็นช่องทางจริงหรือไม่
ก่อนโอนเงินจอง ควรเริ่มจากเช็กก่อนว่าเว็บไซต์ เพจ Facebook LINE OA หรือแพลตฟอร์มที่เราเจอบ้านนั้นเป็นช่องทางจริงของโครงการ บริษัท หรือผู้ขายหรือไม่
สิ่งที่ควรเช็กคือ
- เว็บไซต์เป็นเว็บไซต์ทางการหรือไม่
- เพจมีเครื่องหมายยืนยันหรือมีประวัติการโพสต์ต่อเนื่องไหม
- LINE OA เป็นบัญชีทางการหรือไม่
- เบอร์โทรตรงกับช่องทางอื่นหรือเปล่า
- มีที่อยู่สำนักงานหรือช่องทางติดต่อชัดเจนไหม
- มีรีวิวหรือประวัติการขายจริงหรือไม่
- ชื่อบริษัทตรงกับเอกสารหรือไม่
ถ้าเจอบ้านจากโฆษณาออนไลน์ ควรกดเข้าไปดูโปรไฟล์เพจจริง ไม่ควรดูจากภาพโฆษณาอย่างเดียว เพราะมิจฉาชีพอาจนำรูปหรือชื่อโครงการไปใช้หลอกได้
2. เช็กชื่อบริษัทหรือผู้ขายให้ชัด
ถ้าเป็นโครงการบ้านหรือคอนโด ควรตรวจสอบว่าผู้ขายเป็นบริษัทจริงหรือไม่ ชื่อบริษัทตรงกับเอกสารหรือเปล่า และมีข้อมูลนิติบุคคลตรวจสอบได้ไหม
สิ่งที่ควรถามหรือขอดู เช่น
- ชื่อบริษัทผู้พัฒนาโครงการ
- เลขทะเบียนนิติบุคคล
- ที่อยู่บริษัท
- เบอร์โทรสำนักงาน
- เว็บไซต์ทางการ
- เอกสารโครงการ
- ใบเสนอราคา
- แบบฟอร์มจอง
- สัญญาจะซื้อจะขาย
ถ้าเป็นบ้านมือสอง ควรเช็กว่าใครเป็นเจ้าของทรัพย์จริง ผู้ขายเป็นเจ้าของเอง นายหน้า หรือบริษัทตัวแทน และมีหนังสือมอบอำนาจหรือเอกสารยืนยันสิทธิ์ในการขายหรือไม่
3. เช็กว่าโครงการหรือบ้านมีอยู่จริง
ก่อนจองบ้านออนไลน์ ไม่ควรดูแค่รูปภาพหรือวิดีโอ ควรเช็กว่าบ้านหรือโครงการนั้นมีอยู่จริงในตำแหน่งที่ระบุ
วิธีเช็กเบื้องต้น เช่น
- ขอ Location จริงของบ้านหรือโครงการ
- ดูผ่านแผนที่ออนไลน์
- ขอภาพถ่ายบ้านจากหลายมุม
- ขอวิดีโอพาชมบ้านแบบปัจจุบัน
- ขอเลขที่บ้านหรือเลขยูนิต
- ขอข้อมูลโฉนดหรือเอกสารทรัพย์ในขั้นตอนที่เหมาะสม
- นัดวิดีโอคอลให้พาชมพื้นที่จริง
- ถ้าเป็นไปได้ ควรไปดูสถานที่จริงก่อนจ่ายเงินก้อนใหญ่
บ้านจริง โครงการจริง และผู้ขายจริง ควรให้ข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน ไม่บ่ายเบี่ยงหรือเร่งให้โอนเงินอย่างเดียว
4. เช็กภาพบ้านว่าเป็นภาพจริงหรือภาพนำมาใช้ซ้ำ
รูปบ้านออนไลน์อาจดูสวยมาก แต่ต้องระวังว่าภาพนั้นเป็นภาพจริงของบ้านหลังนั้นหรือไม่ เพราะบางครั้งอาจเป็นภาพตัวอย่าง ภาพบ้านตกแต่ง ภาพจากโครงการอื่น หรือภาพเก่าที่ไม่ตรงกับสภาพปัจจุบัน
สิ่งที่ควรขอดูเพิ่มคือ
- ภาพหน้าบ้าน
- ภาพภายในทุกห้อง
- ภาพห้องน้ำ
- ภาพครัว
- ภาพหลังบ้าน
- ภาพที่จอดรถ
- ภาพสภาพแวดล้อมรอบบ้าน
- ภาพตำหนิหรือจุดที่ต้องซ่อม
- วิดีโอพาชมบ้านแบบต่อเนื่อง
ถ้าผู้ขายส่งแค่ภาพสวย ๆ ไม่กี่ภาพ แต่ไม่ยอมให้ดูรายละเอียดบ้าน ควรระวังและอย่าเพิ่งโอนเงินจอง
5. เช็กบัญชีรับเงินก่อนโอนเงินจอง
บัญชีรับเงินเป็นจุดสำคัญที่สุดในการจองบ้านออนไลน์ เพราะหากโอนเงินผิดบัญชีหรือโอนเข้าบัญชีบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง อาจติดตามเงินคืนได้ยาก
ก่อนโอนควรเช็กว่า
- บัญชีรับเงินเป็นชื่อบริษัทโครงการหรือชื่อผู้ขายจริงหรือไม่
- ชื่อบัญชีตรงกับเอกสารจองหรือเปล่า
- ถ้าเป็นนายหน้า ทำไมต้องโอนเข้าบัญชีนายหน้า
- มีใบแจ้งชำระเงินหรือเอกสารรับรองบัญชีไหม
- จำนวนเงินตรงกับเอกสารจองหรือไม่
- มี QR Code หรือเลขบัญชีจากช่องทางทางการหรือเปล่า
- ห้ามโอนเข้าบัญชีบุคคลแปลก ๆ โดยไม่มีเอกสารรองรับ
ถ้าเป็นโครงการ ควรโอนเข้าบัญชีบริษัทหรือบัญชีที่โครงการแจ้งอย่างเป็นทางการ
ถ้าเป็นบ้านมือสอง ควรมีเอกสารระบุชัดว่าเงินจองจ่ายให้ใคร เพื่ออะไร และมีเงื่อนไขอย่างไร
6. อย่าโอนเงินเพราะถูกเร่งให้รีบจอง
หนึ่งในสัญญาณที่ควรระวังคือผู้ขายเร่งให้โอนเงินเร็วผิดปกติ เช่น
- ต้องโอนภายใน 10 นาที
- มีคนอื่นรอจองอยู่
- ถ้าไม่โอนตอนนี้จะเสียสิทธิ์
- โปรหมดวันนี้เท่านั้น
- ไม่ต้องดูเอกสารก่อนก็ได้
- โอนมาก่อน เดี๋ยวส่งเอกสารตามหลัง
บ้านราคาดีอาจมีคนสนใจจริง แต่ผู้ขายที่น่าเชื่อถือควรให้เวลาเราเช็กข้อมูล เอกสาร และเงื่อนไขก่อนตัดสินใจ
ถ้ารู้สึกว่าถูกกดดันมากเกินไป ควรหยุดก่อน และเช็กให้ครบก่อนโอนเงิน
7. ขอเอกสารจองก่อนโอนเงิน
ก่อนโอนเงินจองบ้านออนไลน์ ควรมีเอกสารจองหรือแบบฟอร์มจองที่ชัดเจน ไม่ควรโอนเงินจากการคุยแชทอย่างเดียว
เอกสารจองควรมีข้อมูลสำคัญ เช่น
- ชื่อผู้ซื้อ
- ชื่อผู้ขายหรือบริษัท
- รายละเอียดบ้านหรือยูนิต
- ที่ตั้งโครงการหรือทรัพย์
- ราคาขาย
- จำนวนเงินจอง
- วันที่จอง
- เงื่อนไขการชำระเงิน
- เงื่อนไขการทำสัญญา
- เงื่อนไขการคืนเงิน
- กรณีกู้ไม่ผ่านต้องทำอย่างไร
- ลายเซ็นหรือการยืนยันจากผู้ขาย
ถ้าเอกสารจองไม่ชัดเจน หรือไม่มีเงื่อนไขคืนเงิน ควรถามให้ชัดก่อนโอน
8. อ่านเงื่อนไขเงินจองให้ละเอียด
เงินจองบ้านไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะบางกรณีอาจคืนได้ บางกรณีอาจคืนไม่ได้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของผู้ขายหรือโครงการ
สิ่งที่ต้องอ่านให้ชัดคือ
- เงินจองคืนได้ไหม
- ถ้ากู้ไม่ผ่านคืนเงินไหม
- ต้องยื่นกู้ภายในกี่วัน
- ต้องทำสัญญาภายในกี่วัน
- ถ้าเปลี่ยนใจ เงินจองถูกริบไหม
- ถ้าบ้านมีปัญหา ผู้ซื้อยกเลิกได้ไหม
- ถ้าโครงการเปลี่ยนเงื่อนไข ต้องทำอย่างไร
- เงินจองนำไปหักจากราคาบ้านหรือไม่
อย่าเชื่อแค่คำพูดว่า “คืนได้” ควรให้เขียนไว้ในเอกสารให้ชัดเจน เพราะเวลามีปัญหา เอกสารสำคัญกว่าข้อความคุยปากเปล่า
9. เช็กราคาบ้านและโปรโมชันให้ตรงกันทุกช่องทาง
บ้านที่เห็นในโฆษณาอาจมีราคาดีมาก แต่ต้องเช็กว่าเป็นราคาจริงของยูนิตนั้นหรือเป็นราคาเริ่มต้น
ควรถามให้ชัดว่า
- ราคานี้เป็นราคาสุทธิหรือราคาเริ่มต้น
- รวมส่วนลดแล้วหรือยัง
- รวมค่าใช้จ่ายวันโอนไหม
- มีค่าจองเท่าไหร่
- มีค่าทำสัญญาเท่าไหร่
- มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอะไรบ้าง
- โปรโมชันใช้ได้กับยูนิตนี้จริงไหม
- ของแถมมีอะไรบ้าง
- เงื่อนไขโปรหมดวันไหน
ถ้าราคาบนโฆษณา ราคาที่แชทคุย และราคาบนเอกสารไม่ตรงกัน ต้องถามให้ชัดก่อนจอง
10. เช็กค่าใช้จ่ายอื่นนอกจากเงินจอง
การซื้อบ้านไม่ได้มีแค่เงินจองและราคาบ้าน ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นที่ต้องเตรียม เช่น
- เงินทำสัญญา
- เงินดาวน์
- ค่าโอนกรรมสิทธิ์
- ค่าจดจำนอง
- ค่าส่วนกลาง
- ค่าประกันมิเตอร์
- ค่าประเมินหลักประกัน
- ค่าแต่งบ้าน
- ค่าเครื่องใช้ไฟฟ้า
- ค่าซ่อมหรือรีโนเวท ถ้าเป็นบ้านมือสอง
ก่อนจองบ้านออนไลน์ ควรขอให้ผู้ขายสรุปค่าใช้จ่ายทั้งหมดเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อไม่ให้เจอค่าใช้จ่ายแฝงภายหลัง
11. ถ้าเป็นบ้านมือสอง ต้องเช็กเจ้าของกรรมสิทธิ์
การจองบ้านมือสองออนไลน์ต้องเช็กละเอียดเป็นพิเศษ เพราะผู้ขายอาจเป็นเจ้าของเอง ญาติ นายหน้า หรือผู้รับมอบอำนาจ
สิ่งที่ควรเช็กคือ
- ชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์
- เอกสารสิทธิ์หรือโฉนด
- บ้านติดจำนองหรือไม่
- ผู้ขายมีสิทธิ์ขายจริงไหม
- ถ้าเป็นนายหน้า มีสัญญานายหน้าหรือไม่
- ถ้าเป็นผู้รับมอบอำนาจ มีหนังสือมอบอำนาจหรือไม่
- บ้านมีผู้อยู่อาศัยหรือผู้เช่าอยู่หรือเปล่า
- มีภาระค้างจ่าย เช่น ค่าส่วนกลางหรือค่าน้ำค่าไฟไหม
เงินจองบ้านมือสองควรมีเอกสารรับเงินและเงื่อนไขชัดเจน โดยเฉพาะกรณีกู้ไม่ผ่านหรือบ้านโอนไม่ได้
12. ถ้าเป็นบ้านโครงการ ต้องเช็กข้อมูลโครงการ
ถ้าเป็นบ้านจัดสรรหรือคอนโดจากโครงการ ควรเช็กข้อมูลพื้นฐานของโครงการให้ครบ เช่น
- ชื่อโครงการ
- บริษัทเจ้าของโครงการ
- ที่ตั้งโครงการ
- แบบบ้านหรือเลขยูนิต
- ราคาขาย
- กำหนดโอน
- สาธารณูปโภค
- ค่าส่วนกลาง
- เงื่อนไขรับประกันบ้าน
- รายละเอียดของแถม
- เงื่อนไขโปรโมชัน
- เอกสารการจองและสัญญา
ควรติดต่อผ่านช่องทางทางการของโครงการ และโทรเช็กกับสำนักงานขายก่อนโอนเงินจองทุกครั้ง
13. เช็กรีวิวและประวัติผู้ขาย
ก่อนจองบ้านออนไลน์ ควรค้นหาชื่อบริษัท ชื่อโครงการ ชื่อเพจ เบอร์โทร หรือชื่อผู้ขาย เพื่อดูว่ามีประวัติร้องเรียนหรือรีวิวอย่างไร
สิ่งที่ควรดูคือ
- รีวิวจากลูกค้าจริง
- ประวัติการขายที่ผ่านมา
- ความน่าเชื่อถือของเพจ
- มีคนร้องเรียนเรื่องเงินจองหรือไม่
- มีข่าวหรือโพสต์เตือนภัยหรือเปล่า
- เบอร์โทรหรือเลขบัญชีเคยถูกแจ้งเตือนหรือไม่
รีวิวไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่ช่วยให้เห็นสัญญาณเบื้องต้นว่าเราควรระวังมากแค่ไหน
14. นัดดูบ้านจริงก่อนจ่ายเงินก้อนใหญ่
แม้จะเริ่มต้นจากการจองออนไลน์ แต่ถ้าเป็นไปได้ ควรนัดดูบ้านจริงก่อนจ่ายเงินก้อนใหญ่หรือก่อนทำสัญญาสำคัญ
การดูบ้านจริงช่วยให้เห็น
- สภาพบ้านจริง
- ขนาดพื้นที่จริง
- ทำเลและการเดินทาง
- สภาพแวดล้อมรอบบ้าน
- เพื่อนบ้าน
- เสียงรบกวน
- น้ำท่วมขังหรือไม่
- ความปลอดภัย
- จุดที่ต้องซ่อม
- ความตรงปกของภาพออนไลน์
ถ้าอยู่ไกลและยังไปดูไม่ได้ ควรให้คนที่ไว้ใจไปดูแทน หรือขอวิดีโอคอลแบบสดจากสถานที่จริงก่อน
15. เก็บหลักฐานการคุยและการโอนเงินทุกอย่าง
ในการจองบ้านออนไลน์ ควรเก็บหลักฐานทุกขั้นตอน เพราะถ้ามีปัญหา หลักฐานจะช่วยยืนยันสิ่งที่ตกลงกันไว้
หลักฐานที่ควรเก็บ เช่น
- แชทสนทนา
- รูปบ้านหรือรายละเอียดประกาศ
- ใบเสนอราคา
- เอกสารจอง
- สัญญาจอง
- หลักฐานการโอนเงิน
- ใบเสร็จรับเงิน
- รายละเอียดบัญชีรับเงิน
- เงื่อนไขโปรโมชัน
- รายละเอียดของแถม
- ข้อมูลผู้ติดต่อ
- วันและเวลาที่ตกลงกัน
แนะนำให้บันทึกไฟล์ไว้ทั้งในมือถือและพื้นที่สำรอง เช่น อีเมลหรือคลาวด์ เพื่อป้องกันข้อมูลหาย
16. ระวังบ้านราคาถูกผิดปกติ
ถ้าบ้านราคาถูกกว่าตลาดมาก ควรถามตัวเองก่อนว่า “ถูกเพราะอะไร”
อาจเป็นเพราะ
- บ้านต้องซ่อมเยอะ
- ทำเลมีข้อจำกัด
- บ้านติดจำนอง
- บ้านมีภาระค้างจ่าย
- บ้านมีปัญหาทางกฎหมาย
- เป็นราคาเริ่มต้น ไม่ใช่ราคายูนิตจริง
- เป็นประกาศหลอกให้โอนเงินจอง
ราคาดีเป็นเรื่องน่าสนใจ แต่ถ้าถูกผิดปกติและผู้ขายเร่งให้โอนเร็ว ควรระวังมากเป็นพิเศษ
17. อย่าส่งเอกสารส่วนตัวเกินจำเป็น
การจองบ้านอาจต้องใช้ข้อมูลส่วนตัวบางอย่าง แต่ไม่ควรส่งเอกสารสำคัญเกินจำเป็นให้คนที่ยังไม่ยืนยันตัวตนชัดเจน
เอกสารที่ควรระวัง เช่น
- สำเนาบัตรประชาชน
- สำเนาทะเบียนบ้าน
- Statement
- เอกสารรายได้
- เอกสารภาษี
- ข้อมูลบัญชีธนาคาร
- ลายเซ็นเปล่า
ถ้าจำเป็นต้องส่งเอกสาร ควรเขียนกำกับบนสำเนาว่าใช้เพื่ออะไร เช่น “ใช้เพื่อจองบ้านโครงการ...เท่านั้น” และระบุวันที่ เพื่อป้องกันการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
18. เช็กเงื่อนไขกู้ไม่ผ่านก่อนจอง
สำหรับคนซื้อบ้านด้วยสินเชื่อธนาคาร เรื่องสำคัญมากคือเงื่อนไขกรณี “กู้ไม่ผ่าน”
ควรถามให้ชัดว่า
- ถ้ากู้ไม่ผ่านคืนเงินจองไหม
- ต้องใช้เอกสารอะไรยืนยันว่ากู้ไม่ผ่าน
- ต้องยื่นกู้กี่ธนาคาร
- ต้องยื่นภายในกี่วัน
- ถ้าธนาคารอนุมัติน้อยกว่าราคาบ้าน ต้องทำอย่างไร
- ถ้าผู้ซื้อหาเงินส่วนต่างไม่ได้ เงินจองคืนไหม
ถ้าเงื่อนไขนี้ไม่ชัด อาจเกิดปัญหาได้มาก เพราะหลายคนจองบ้านไปแล้ว แต่สุดท้ายวงเงินกู้ไม่พอหรือกู้ไม่ผ่าน
19. เช็กว่าเงินจองหักจากราคาบ้านหรือไม่
เงินจองควรมีการระบุชัดเจนว่าเป็นเงินอะไร และนำไปหักจากราคาบ้านหรือไม่
ควรดูในเอกสารว่า
- เงินจองจำนวนเท่าไหร่
- เป็นส่วนหนึ่งของราคาบ้านหรือไม่
- ต้องจ่ายเงินทำสัญญาเพิ่มเมื่อไหร่
- ถ้าไม่ทำสัญญาตามกำหนดจะเกิดอะไร
- ถ้าผู้ขายผิดเงื่อนไขต้องคืนเงินอย่างไร
การเขียนชัดเจนตั้งแต่แรกช่วยลดความเข้าใจผิดระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย
20. ถ้าไม่มั่นใจ อย่าเพิ่งโอน
หลักสำคัญที่สุดของการจองบ้านออนไลน์คือ ถ้ายังไม่มั่นใจ อย่าเพิ่งโอนเงิน
บ้านดีควรให้เราตรวจสอบได้
ผู้ขายที่จริงใจควรตอบคำถามได้
เอกสารควรชัดเจน
บัญชีรับเงินควรตรวจสอบได้
เงื่อนไขควรเป็นธรรมและอ่านเข้าใจ
ถ้ามีข้อสงสัยหลายจุด แต่ผู้ขายเร่งให้โอนเงิน ควรหยุดก่อน เพราะการเสียเวลาตรวจสอบเพิ่ม ดีกว่าเสียเงินจองโดยไม่ได้บ้านจริง
สัญญาณเตือนว่าการจองบ้านออนไลน์อาจไม่ปลอดภัย
ควรระวังเป็นพิเศษถ้าเจอสถานการณ์เหล่านี้
- ราคาถูกผิดปกติ
- ผู้ขายเร่งให้โอนเงินทันที
- ไม่ยอมให้ดูบ้านจริง
- ไม่ยอมวิดีโอคอลจากสถานที่จริง
- ไม่มีเอกสารจอง
- เอกสารมีข้อมูลไม่ครบ
- บัญชีรับเงินเป็นชื่อบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง
- ชื่อบัญชีไม่ตรงกับผู้ขายหรือบริษัท
- เปลี่ยนเลขบัญชีหลายครั้ง
- ให้โอนเงินก่อนแล้วค่อยส่งเอกสาร
- ไม่ยอมบอกที่ตั้งบ้านชัดเจน
- รูปบ้านดูสวยแต่มีน้อยผิดปกติ
- เงื่อนไขคืนเงินไม่ชัด
- ติดต่อได้แค่แชท ไม่มีเบอร์หรือที่อยู่ชัดเจน
- ใช้คำพูดกดดันให้รีบตัดสินใจ
ถ้าเจอสัญญาณเหล่านี้ ควรหยุดเช็กข้อมูลให้ละเอียดก่อนจ่ายเงิน
เช็กลิสต์ก่อนจองบ้านออนไลน์
ก่อนโอนเงินจอง ลองเช็กตามนี้
- ช่องทางที่เจอบ้านเป็นช่องทางจริงหรือไม่
- ชื่อบริษัทหรือผู้ขายตรวจสอบได้ไหม
- บ้านหรือโครงการมีอยู่จริงหรือไม่
- มี Location และข้อมูลทรัพย์ชัดเจนไหม
- ภาพบ้านตรงกับบ้านจริงหรือเปล่า
- ได้ดูวิดีโอหรือวิดีโอคอลจากสถานที่จริงไหม
- บัญชีรับเงินตรงกับบริษัทหรือผู้ขายจริงไหม
- มีเอกสารจองก่อนโอนเงินหรือไม่
- เงื่อนไขคืนเงินเขียนชัดเจนไหม
- กรณีกู้ไม่ผ่านต้องทำอย่างไร
- เงินจองหักจากราคาบ้านหรือไม่
- ราคาบ้านและโปรโมชันตรงกับเอกสารไหม
- มีค่าใช้จ่ายอื่นนอกจากเงินจองไหม
- เก็บหลักฐานการคุยและการโอนครบหรือยัง
- ถ้ายังไม่มั่นใจ ได้ถามเพิ่มก่อนโอนหรือยัง
จองบ้านออนไลน์ให้ปลอดภัย ควรทำตามลำดับนี้
เพื่อให้ปลอดภัยขึ้น ควรทำตามขั้นตอนง่าย ๆ นี้
- เห็นบ้านที่สนใจ
- เช็กช่องทางว่าเป็นเพจ เว็บไซต์ หรือผู้ขายจริง
- ขอรายละเอียดบ้านและ Location
- ตรวจสอบบริษัทหรือเจ้าของทรัพย์
- ขอภาพ วิดีโอ หรือวิดีโอคอลจากสถานที่จริง
- ขอเอกสารจองและเงื่อนไขทั้งหมด
- เช็กบัญชีรับเงิน
- อ่านเงื่อนไขเงินจองและกู้ไม่ผ่าน
- โอนเงินตามเอกสารเท่านั้น
- เก็บหลักฐานทุกอย่างทันทีหลังโอน
ถ้าขั้นตอนไหนยังไม่ชัด ควรหยุดก่อนและถามเพิ่ม
สรุป จองบ้านออนไลน์ปลอดภัยไหม?
จองบ้านออนไลน์ปลอดภัยได้ ถ้าเช็กข้อมูลครบก่อนโอนเงิน โดยเฉพาะตัวตนผู้ขาย โครงการ เอกสารบ้าน บัญชีรับเงิน เงื่อนไขเงินจอง และหลักฐานการชำระเงิน
สิ่งที่ไม่ควรทำคือรีบโอนเงินเพราะกลัวเสียสิทธิ์ โดยยังไม่เห็นเอกสาร ไม่รู้ว่าบัญชีเป็นของใคร หรือยังไม่เข้าใจเงื่อนไขคืนเงิน
บ้านเป็นทรัพย์สินมูลค่าสูง การจองออนไลน์จึงควรใช้ความรอบคอบมากกว่าความเร็ว เพราะการเช็กเพิ่มอีกนิด อาจช่วยให้เราประหยัดเงิน ป้องกันความเสี่ยง และตัดสินใจซื้อบ้านได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
บ้านสร้างตัว ช่วยให้การเลือกบ้านง่ายและมั่นใจขึ้น
สำหรับคนที่กำลังมองหาบ้านหลังแรก บ้านมือสอง บ้านพร้อมอยู่ หรือคอนโดในงบที่เข้าถึงได้ บ้านสร้างตัวพร้อมช่วยคัดสรรตัวเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งราคา ทำเล และการใช้ชีวิตจริง
เพราะการมีบ้านไม่ควรเริ่มจากความเสี่ยง แต่ควรเริ่มจากข้อมูลที่ชัดเจน เอกสารที่ตรวจสอบได้ และการตัดสินใจที่มั่นใจในทุกขั้นตอน
FAQ คำถามที่พบบ่อย
จองบ้านออนไลน์ปลอดภัยไหม?
ปลอดภัยได้ ถ้าเช็กข้อมูลครบก่อนโอนเงิน เช่น ตัวตนผู้ขาย ช่องทางทางการ เอกสารจอง บัญชีรับเงิน เงื่อนไขคืนเงิน และรายละเอียดบ้านจริง
ก่อนโอนเงินจองบ้านออนไลน์ต้องเช็กอะไร?
ต้องเช็กว่าบ้านมีอยู่จริง ผู้ขายเป็นใคร บัญชีรับเงินตรงกับผู้ขายหรือบริษัทไหม มีเอกสารจองหรือไม่ และเงินจองคืนได้ในกรณีไหนบ้าง
โอนเงินจองบ้านเข้าบัญชีบุคคลได้ไหม?
ควรระวังมาก หากเป็นโครงการควรโอนเข้าบัญชีบริษัทหรือบัญชีทางการของโครงการ ถ้าเป็นบ้านมือสองต้องมีเอกสารชัดเจนว่าบุคคลนั้นเป็นเจ้าของทรัพย์ ผู้รับมอบอำนาจ หรือผู้มีสิทธิ์รับเงินจริง
ถ้ากู้ไม่ผ่าน เงินจองบ้านคืนได้ไหม?
ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในเอกสารจองหรือสัญญา ควรอ่านให้ชัดก่อนโอน และให้ระบุเป็นลายลักษณ์อักษรว่ากรณีกู้ไม่ผ่านคืนเงินหรือไม่ ต้องใช้เอกสารอะไร และต้องยื่นกู้ภายในกี่วัน
เจอบ้านราคาถูกมากออนไลน์ ควรจองเลยไหม?
ไม่ควรรีบจอง ควรเช็กก่อนว่าราคาถูกเพราะอะไร บ้านมีอยู่จริงไหม ผู้ขายน่าเชื่อถือหรือเปล่า เอกสารครบไหม และบัญชีรับเงินตรวจสอบได้หรือไม่