สร้างบ้านให้อุ่นใจเมื่อเกิดแผ่นดินไหว ต้องวางแผนโครงสร้างอย่างไร?
ช่วงหลังหลายคนเริ่มให้ความสำคัญกับเรื่อง “แผ่นดินไหว” มากขึ้น โดยเฉพาะคนที่กำลังจะสร้างบ้าน ซื้อบ้าน หรือรีโนเวทบ้าน เพราะบ้านไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่เป็นพื้นที่ปลอดภัยของทุกคนในครอบครัว
แม้ประเทศไทยอาจไม่ได้เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงบ่อยเท่าบางประเทศ แต่แรงสั่นสะเทือนก็สามารถส่งผลต่ออาคาร บ้านเรือน และความรู้สึกของผู้อยู่อาศัยได้ โดยเฉพาะบ้านที่ออกแบบโครงสร้างไม่ดี ใช้วัสดุไม่ได้มาตรฐาน หรือก่อสร้างโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญควบคุม
คำถามคือ ถ้าอยากสร้างบ้านให้อุ่นใจเมื่อเกิดแผ่นดินไหว ควรเริ่มจากอะไร?
บทความนี้ บ้านสร้างตัวสรุปแนวทางสำคัญที่เจ้าของบ้านควรรู้ก่อนสร้างบ้าน เพื่อให้บ้านแข็งแรงขึ้น ปลอดภัยขึ้น และลดความกังวลเมื่อต้องเจอกับแรงสั่นสะเทือน
บ้านต้านแผ่นดินไหว คือบ้านที่ไม่พังเลยใช่ไหม?
ก่อนอื่นต้องเข้าใจให้ถูกว่า “บ้านต้านแผ่นดินไหว” ไม่ได้แปลว่าบ้านจะไม่มีรอยร้าวเลย หรือไม่มีความเสียหายใด ๆ เลยเมื่อเกิดแผ่นดินไหว
แต่หมายถึงบ้านที่ได้รับการออกแบบและก่อสร้างให้สามารถรับแรงสั่นสะเทือนได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงต่อการพังถล่ม และช่วยให้ผู้อยู่อาศัยมีเวลาหลบภัยหรือออกจากอาคารได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น
พูดง่าย ๆ คือ เป้าหมายของการออกแบบบ้านให้รับมือแผ่นดินไหว ไม่ใช่แค่ทำให้บ้าน “ไม่เสียหาย” แต่คือทำให้บ้าน “ปลอดภัยต่อชีวิต” มากที่สุดเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด
ทำไมการออกแบบโครงสร้างถึงสำคัญมาก?
แผ่นดินไหวไม่ได้สร้างแรงกดลงตรง ๆ เหมือนน้ำหนักบ้านทั่วไป แต่ทำให้บ้านเกิดการสั่นและโยกในแนวราบ หากโครงสร้างบ้านออกแบบไม่ดี บ้านอาจเกิดรอยร้าวหนัก เสาเสียหาย คานแตก ผนังหลุด หรือเกิดความเสียหายที่กระทบความปลอดภัย
ส่วนที่สำคัญของบ้านเมื่อต้องรับแรงสั่น ได้แก่
- ฐานราก
- เสา
- คาน
- พื้น
- ผนังรับแรง
- จุดต่อระหว่างเสาและคาน
- โครงหลังคา
- งานก่ออิฐและผนังเบา
- งานยึดอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในบ้าน
ดังนั้น การสร้างบ้านให้ปลอดภัยจากแผ่นดินไหวจึงไม่ใช่แค่ใช้ปูนดีหรือเหล็กเยอะ แต่ต้องออกแบบทั้งระบบให้ทำงานร่วมกันอย่างถูกต้อง
1. เริ่มจากให้วิศวกรออกแบบโครงสร้าง
สิ่งแรกที่ควรทำคือ ให้บ้านมีแบบโครงสร้างจากวิศวกร ไม่ควรสร้างจากแบบสถาปัตย์หรือภาพตัวอย่างเพียงอย่างเดียว เพราะแบบบ้านที่สวยไม่ได้แปลว่าโครงสร้างปลอดภัยเสมอไป
วิศวกรโครงสร้างจะช่วยคำนวณหลายเรื่อง เช่น
- ขนาดเสาและคาน
- ขนาดฐานราก
- ปริมาณและตำแหน่งเหล็กเสริม
- น้ำหนักของบ้าน
- ลักษณะดิน
- จำนวนชั้นของบ้าน
- รูปทรงอาคาร
- แรงลมและแรงสั่นสะเทือน
- ความปลอดภัยตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
ถ้าเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากแรงสั่นสะเทือน ควรแจ้งผู้ออกแบบตั้งแต่ต้นว่าอยากให้บ้านออกแบบโดยคำนึงถึงแผ่นดินไหวด้วย เพื่อให้วิศวกรเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับพื้นที่และลักษณะบ้าน
2. ตรวจสภาพดินก่อนออกแบบฐานราก
ฐานรากเป็นส่วนที่รับน้ำหนักบ้านทั้งหมด หากฐานรากไม่เหมาะกับสภาพดิน บ้านอาจทรุด เอียง หรือเสียหายได้ง่ายขึ้นเมื่อเกิดแรงสั่นสะเทือน
ก่อนสร้างบ้านควรดูเรื่องเหล่านี้
- ดินบริเวณนั้นแข็งหรืออ่อน
- เคยเป็นพื้นที่ถมใหม่หรือไม่
- มีน้ำใต้ดินสูงหรือไม่
- พื้นที่เคยทรุดหรือไม่
- บ้านข้างเคียงมีปัญหาร้าวหรือทรุดหรือเปล่า
- จำเป็นต้องตอกเสาเข็มหรือใช้ฐานรากแบบใด
บ้านที่สร้างบนดินอ่อนหรือพื้นที่ถมใหม่ควรให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยประเมินเป็นพิเศษ เพราะหากฐานรากไม่เหมาะสม ต่อให้ตัวบ้านแข็งแรงก็ยังเสี่ยงเกิดปัญหาในระยะยาว
3. เลือกรูปทรงบ้านที่สมดุล ไม่ซับซ้อนเกินไป
รูปทรงบ้านมีผลต่อการรับแรงแผ่นดินไหว บ้านที่มีรูปทรงเรียบง่าย สมดุล และน้ำหนักกระจายตัวดี มักรับแรงสั่นสะเทือนได้ดีกว่าบ้านที่มีรูปทรงซับซ้อนมาก
ลักษณะบ้านที่ควรระวัง เช่น
- บ้านที่มีส่วนยื่นมากเกินไป
- บ้านที่มีชั้นล่างโล่งมากแต่ชั้นบนหนัก
- บ้านที่มีรูปทรงไม่สมดุล
- บ้านที่ต่อเติมเพิ่มน้ำหนักด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป
- บ้านที่มีเสาบางจุดหายไปเพื่อเปิดพื้นที่โล่ง
- บ้านที่มีการดัดแปลงโครงสร้างโดยไม่ให้วิศวกรตรวจ
ถ้าอยากได้บ้านดีไซน์พิเศษ เช่น มีช่องเปิดกว้างมาก มีระเบียงยื่น หรือมีพื้นที่ชั้นล่างโล่ง ควรให้วิศวกรออกแบบโครงสร้างรองรับให้เหมาะสมตั้งแต่แรก
4. เสา คาน และจุดต่อ ต้องทำตามแบบอย่างเคร่งครัด
บ้านจะแข็งแรงหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดเสาอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับรายละเอียดงานเหล็ก งานคอนกรีต และจุดต่อระหว่างเสากับคานด้วย
จุดที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่
- เหล็กเสริมต้องถูกขนาดและจำนวนตามแบบ
- ระยะเหล็กปลอกต้องถูกต้อง
- เหล็กต้องมีระยะทาบที่เหมาะสม
- จุดต่อเสาและคานต้องผูกเหล็กถูกวิธี
- คอนกรีตต้องได้คุณภาพ
- การเทคอนกรีตต้องไม่เกิดโพรง
- บ่มคอนกรีตให้เหมาะสม
- ไม่ตัด เจาะ หรือสกัดเสาและคานโดยพลการ
เจ้าของบ้านควรให้วิศวกรหรือผู้ควบคุมงานตรวจงานโครงสร้างก่อนเทคอนกรีตทุกครั้ง เพราะถ้าเทปิดไปแล้วจะแก้ไขยากมาก
5. ไม่ควรต่อเติมบ้านโดยไม่ตรวจโครงสร้าง
บ้านหลายหลังอาจไม่ได้มีปัญหาตั้งแต่แรก แต่เริ่มเสี่ยงหลังจากต่อเติม เช่น ต่อเติมครัวหลังบ้าน เพิ่มห้องชั้นล่าง ปิดระเบียง เพิ่มชั้นลอย หรือวางถังน้ำขนาดใหญ่บนโครงสร้างที่ไม่ได้ออกแบบไว้
การต่อเติมที่ควรระวัง ได้แก่
- ต่อเติมครัวปูนหลังบ้าน
- เพิ่มห้องด้านข้าง
- ปิดช่องโล่งชั้นล่าง
- เพิ่มพื้นคอนกรีตหนัก ๆ
- เพิ่มถังเก็บน้ำบนดาดฟ้า
- เจาะเสาหรือคานเพื่อเดินท่อ
- รื้อผนังบางส่วนโดยไม่ตรวจว่าเกี่ยวกับโครงสร้างหรือไม่
- เปลี่ยนหลังคาหรือเพิ่มน้ำหนักหลังคา
ก่อนต่อเติมควรให้ช่างหรือวิศวกรตรวจสอบว่าบ้านเดิมรับน้ำหนักเพิ่มได้หรือไม่ เพราะการต่อเติมผิดวิธีอาจทำให้บ้านทรุด ร้าว หรือรับแรงสั่นสะเทือนได้แย่ลง
6. ใช้วัสดุก่อสร้างที่ได้มาตรฐาน
วัสดุก่อสร้างมีผลต่อความแข็งแรงของบ้านโดยตรง โดยเฉพาะงานโครงสร้าง เช่น เหล็ก ปูน คอนกรีต อิฐ และวัสดุยึดต่าง ๆ
วัสดุที่ควรตรวจให้ดี ได้แก่
- เหล็กเสริมคอนกรีต
- ปูนซีเมนต์
- คอนกรีตผสมเสร็จ
- อิฐหรือวัสดุผนัง
- โครงหลังคา
- สกรู น็อต และอุปกรณ์ยึด
- วัสดุเชื่อมต่อโครงสร้าง
- วัสดุกันซึมและงานปิดรอยต่อ
ไม่ควรเลือกวัสดุจากราคาถูกอย่างเดียว โดยเฉพาะวัสดุโครงสร้าง เพราะหากวัสดุไม่ได้มาตรฐาน อาจทำให้บ้านแข็งแรงน้อยกว่าที่ออกแบบไว้
7. ควบคุมงานก่อสร้างให้ตรงแบบ
มีแบบที่ดีแล้ว แต่ถ้าก่อสร้างผิดแบบ บ้านก็อาจไม่ปลอดภัยได้เช่นกัน ปัญหานี้เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่หลายคนคิด เช่น ลดขนาดเหล็ก ลดจำนวนเหล็ก ผูกเหล็กผิดตำแหน่ง เทคอนกรีตไม่ดี หรือเปลี่ยนวัสดุโดยไม่แจ้งเจ้าของบ้าน
สิ่งที่ควรตรวจระหว่างก่อสร้าง ได้แก่
- งานฐานราก
- งานตอม่อ
- งานเสา
- งานคาน
- งานพื้น
- งานหลังคา
- งานผนัง
- งานบันได
- งานต่อเติม
- งานเจาะหรือเปิดช่องต่าง ๆ
เจ้าของบ้านควรถ่ายรูปงานโครงสร้างทุกขั้นตอนเก็บไว้ โดยเฉพาะก่อนเทคอนกรีตและก่อนปิดผิวงาน เพราะภาพเหล่านี้จะช่วยตรวจสอบและอ้างอิงได้ในอนาคต
8. ระวังบ้านชั้นล่างโล่งมากเกินไป
บ้านบางแบบชอบทำชั้นล่างโล่ง เช่น ทำเป็นที่จอดรถกว้าง ๆ หรือพื้นที่อเนกประสงค์โดยมีผนังน้อยมาก แต่ชั้นบนมีน้ำหนักมากกว่า หากออกแบบไม่ดี อาจทำให้ชั้นล่างเป็นจุดอ่อนเมื่อเกิดแรงสั่นสะเทือน
ไม่ได้แปลว่าบ้านชั้นล่างโล่งทำไม่ได้ แต่ต้องให้วิศวกรออกแบบโครงสร้างรองรับอย่างเหมาะสม เช่น ขนาดเสา คาน ผนังรับแรง หรือระบบโครงสร้างอื่นที่ช่วยรับแรงด้านข้าง
ถ้าต้องการบ้านเปิดโล่ง ควรบอกผู้ออกแบบตั้งแต่แรก ไม่ควรรื้อผนังหรือดัดแปลงเองหลังสร้างเสร็จ
9. ยึดเฟอร์นิเจอร์และของหนักให้ปลอดภัย
ความปลอดภัยจากแผ่นดินไหวไม่ได้อยู่แค่โครงสร้างบ้านเท่านั้น แต่รวมถึงของภายในบ้านด้วย เพราะแรงสั่นอาจทำให้ตู้ ชั้นวางของ กระจก โคมไฟ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าล้มหล่นได้
สิ่งที่ควรทำในบ้าน ได้แก่
- ยึดตู้สูงเข้ากับผนัง
- ไม่วางของหนักบนชั้นสูง
- ยึดทีวีเข้ากับผนังหรือชั้นวางให้มั่นคง
- ใช้ตัวล็อกบานตู้ในครัว
- ไม่วางเตียงใต้ชั้นของหนัก
- ติดฟิล์มนิรภัยหรือเลือกกระจกที่เหมาะสมในบางจุด
- ตรวจโคมไฟแขวนและพัดลมเพดานให้ยึดแน่น
- เก็บของแตกง่ายให้มิดชิด
บางครั้งบ้านอาจไม่เสียหายหนัก แต่คนในบ้านอาจบาดเจ็บจากของล้มหล่นได้ ดังนั้นการจัดบ้านให้ปลอดภัยก็สำคัญไม่แพ้โครงสร้าง
10. ตรวจบ้านเก่าและบ้านมือสองก่อนซื้อ
ถ้ากำลังซื้อบ้านมือสอง บ้านเก่า หรือบ้านที่ผ่านการต่อเติมมาแล้ว ควรตรวจโครงสร้างก่อนตัดสินใจ เพราะเราอาจไม่รู้ว่าบ้านหลังนั้นสร้างตามแบบหรือเคยมีการดัดแปลงอะไรบ้าง
จุดที่ควรตรวจ ได้แก่
- รอยร้าวที่เสาและคาน
- รอยร้าวเฉียงที่ผนัง
- พื้นทรุดหรือเอียง
- ประตูหน้าต่างปิดไม่สนิท
- หลังคาหรือฝ้ามีรอยรั่ว
- มีการต่อเติมหลังบ้านหรือด้านข้างหรือไม่
- มีการเจาะเสา คาน หรือพื้นหรือไม่
- มีแบบโครงสร้างเดิมหรือไม่
- มีประวัติซ่อมแซมใหญ่หรือไม่
ถ้าพบรอยร้าวหรือการทรุดตัว ควรให้วิศวกรตรวจสอบก่อนซื้อ เพราะบางปัญหาอาจเป็นแค่รอยแต่งผิว แต่บางปัญหาอาจเกี่ยวกับโครงสร้างหลัก
11. บ้านสำเร็จรูปหรือพรีคาสต์ต้องเลือกผู้ผลิตที่ได้มาตรฐาน
บ้านบางประเภทใช้ระบบผนังสำเร็จรูปหรือโครงสร้างชิ้นส่วนสำเร็จรูป ซึ่งสามารถแข็งแรงและปลอดภัยได้ หากออกแบบ ผลิต ขนส่ง และติดตั้งตามมาตรฐาน
สิ่งที่ควรเช็ก ได้แก่
- ผู้ผลิตมีความน่าเชื่อถือหรือไม่
- ระบบโครงสร้างผ่านการออกแบบโดยวิศวกรหรือไม่
- จุดต่อระหว่างชิ้นส่วนแข็งแรงหรือไม่
- มีการควบคุมคุณภาพในโรงงานหรือไม่
- หน้างานติดตั้งตามแบบหรือไม่
- มีการรับประกันงานโครงสร้างหรือไม่
- มีเอกสารแบบและรายการคำนวณหรือไม่
ไม่ว่าจะเป็นบ้านก่ออิฐ บ้านพรีคาสต์ หรือบ้านโครงสร้างเหล็ก สิ่งสำคัญคือการออกแบบและควบคุมงานให้ถูกต้อง ไม่ใช่ดูแค่ระบบก่อสร้างอย่างเดียว
12. เลือกผู้รับเหมาที่เข้าใจงานโครงสร้าง
ผู้รับเหมามีผลอย่างมากต่อคุณภาพบ้าน หากผู้รับเหมามีประสบการณ์น้อย หรือไม่ทำตามแบบ อาจทำให้บ้านที่ออกแบบมาดีเสียคุณภาพระหว่างก่อสร้างได้
ก่อนจ้างผู้รับเหมา ควรเช็กว่า
- มีผลงานบ้านจริงให้ดูหรือไม่
- เคยทำงานโครงสร้างบ้านลักษณะเดียวกันหรือไม่
- มีทีมควบคุมงานหรือไม่
- ยอมทำตามแบบวิศวกรหรือไม่
- ใช้วัสดุตามสเปกหรือไม่
- มีใบเสนอราคาชัดเจนหรือไม่
- มีสัญญาจ้างและเงื่อนไขรับประกันหรือไม่
- ยินดีให้ตรวจงานแต่ละงวดหรือไม่
อย่าเลือกผู้รับเหมาจากราคาถูกที่สุดอย่างเดียว เพราะงานโครงสร้างเป็นส่วนที่แก้ไขยากและกระทบความปลอดภัยของบ้านโดยตรง
13. เก็บแบบบ้านและเอกสารโครงสร้างไว้เสมอ
หลังสร้างบ้านเสร็จ เจ้าของบ้านควรเก็บเอกสารสำคัญไว้ให้ครบ เพราะในอนาคตอาจต้องใช้เมื่อต่อเติม ซ่อมแซม ขายบ้าน หรือให้วิศวกรตรวจสอบ
เอกสารที่ควรเก็บ ได้แก่
- แบบสถาปัตย์
- แบบโครงสร้าง
- แบบไฟฟ้า
- แบบประปา
- รายการวัสดุ
- รายการคำนวณโครงสร้าง หากมี
- รูปถ่ายงานก่อสร้างแต่ละขั้นตอน
- ใบรับประกันงาน
- สัญญาผู้รับเหมา
- เอกสารการขออนุญาตก่อสร้าง
การมีแบบและข้อมูลครบ จะช่วยให้การดูแลบ้านในอนาคตปลอดภัยขึ้น โดยเฉพาะหากต้องต่อเติมหรือแก้ไขงานระบบ
14. ถ้าอยู่คอนโดหรืออาคารสูง ควรรู้อะไรบ้าง?
สำหรับคนที่อยู่คอนโดหรืออาคารสูง ไม่สามารถตรวจโครงสร้างเองได้เหมือนบ้านเดี่ยว แต่ควรรู้แนวทางความปลอดภัยเบื้องต้น เช่น
- เลือกโครงการจากผู้พัฒนาที่น่าเชื่อถือ
- ดูว่าอาคารผ่านการขออนุญาตถูกต้องหรือไม่
- อ่านคู่มืออาคารและแผนอพยพ
- รู้ตำแหน่งบันไดหนีไฟ
- ไม่ใช้ลิฟต์เมื่อเกิดแผ่นดินไหวหรือเหตุฉุกเฉิน
- ยึดเฟอร์นิเจอร์สูงและของหนักภายในห้อง
- ไม่วางของหนักบนชั้นสูง
- เตรียมไฟฉายและของจำเป็นไว้ในจุดหยิบง่าย
คอนโดที่ดีควรมีระบบบริหารอาคาร แผนฉุกเฉิน และการดูแลความปลอดภัยที่ชัดเจน
15. เตรียมแผนฉุกเฉินสำหรับคนในบ้าน
นอกจากสร้างบ้านให้แข็งแรงแล้ว คนในบ้านควรรู้วิธีรับมือเมื่อเกิดแรงสั่นสะเทือนด้วย เพราะการเตรียมตัวช่วยลดความตกใจและเพิ่มความปลอดภัยได้
สิ่งที่ควรเตรียม ได้แก่
- จุดหลบภัยในบ้าน
- ทางออกฉุกเฉิน
- ไฟฉาย
- ยาสามัญประจำบ้าน
- น้ำดื่ม
- เอกสารสำคัญ
- เบอร์โทรฉุกเฉิน
- แผนติดต่อคนในครอบครัว
- จุดนัดพบหลังออกจากบ้าน
- การปิดแก๊ส น้ำ และไฟ เมื่อจำเป็น
หากมีเด็ก ผู้สูงอายุ หรือสัตว์เลี้ยงในบ้าน ควรวางแผนเพิ่มเติมว่าใครจะช่วยดูแลใครเมื่อเกิดเหตุ
เช็กลิสต์สร้างบ้านให้อุ่นใจเรื่องแผ่นดินไหว
ก่อนเริ่มสร้างบ้าน ลองเช็กตามนี้
- มีวิศวกรออกแบบโครงสร้าง
- ตรวจสภาพดินหรือประเมินฐานรากอย่างเหมาะสม
- แบบบ้านมีรูปทรงสมดุล ไม่ซับซ้อนเกินไป
- เสา คาน ฐานราก และพื้นออกแบบตามมาตรฐาน
- ใช้วัสดุก่อสร้างที่ได้คุณภาพ
- มีผู้ควบคุมงานตรวจโครงสร้าง
- ตรวจเหล็กก่อนเทคอนกรีตทุกครั้ง
- ไม่เปลี่ยนวัสดุหรือขนาดโครงสร้างเอง
- ไม่ต่อเติมโดยไม่ตรวจโครงสร้าง
- ถ่ายรูปและเก็บเอกสารงานก่อสร้าง
- ยึดเฟอร์นิเจอร์และของหนักภายในบ้าน
- มีแผนฉุกเฉินสำหรับคนในบ้าน
ถ้าทำได้ครบ บ้านก็จะมีความพร้อมมากขึ้น และเจ้าของบ้านจะอุ่นใจขึ้นเมื่อต้องเผชิญเหตุไม่คาดคิด
ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง
หลายบ้านมีความเสี่ยงจากเรื่องที่ดูเล็ก แต่กระทบความปลอดภัยระยะยาว เช่น
- สร้างบ้านโดยไม่มีแบบโครงสร้าง
- ใช้ช่างตัดสินใจแทนวิศวกร
- ลดขนาดเหล็กหรือวัสดุเพื่อลดงบ
- ไม่ตรวจงานก่อนเทคอนกรีต
- ต่อเติมบ้านโดยไม่คำนวณน้ำหนักเพิ่ม
- เจาะเสา คาน หรือพื้นโดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
- ซื้อบ้านมือสองโดยไม่ตรวจโครงสร้าง
- ไม่เก็บแบบบ้านไว้
- เลือกผู้รับเหมาจากราคาถูกอย่างเดียว
- คิดว่าแผ่นดินไหวเป็นเรื่องไกลตัวเกินไป
บ้านเป็นทรัพย์สินระยะยาว การประหยัดผิดจุดอาจทำให้เสียมากกว่าเดิมในอนาคต โดยเฉพาะงานโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของคนในบ้าน
สรุป: อยากสร้างบ้านให้ไม่กลัวแผ่นดินไหว ต้องเริ่มจากโครงสร้างที่ถูกต้อง
การสร้างบ้านให้อุ่นใจเมื่อเกิดแผ่นดินไหว ไม่ได้เริ่มจากการใช้วัสดุแพงที่สุด แต่เริ่มจากการวางแผนที่ถูกต้อง ตั้งแต่การให้วิศวกรออกแบบโครงสร้าง ตรวจสภาพดิน เลือกรูปทรงบ้านที่เหมาะสม ใช้วัสดุได้มาตรฐาน ควบคุมงานก่อสร้างให้ตรงแบบ และไม่ต่อเติมบ้านโดยไม่ตรวจโครงสร้าง
บ้านที่ดีไม่จำเป็นต้องรับประกันว่าไม่มีความเสียหายเลยเมื่อเกิดแรงสั่นสะเทือน แต่ควรถูกออกแบบให้ปลอดภัย ลดความเสี่ยง และช่วยปกป้องชีวิตของคนในบ้านได้มากที่สุด
สำหรับคนที่กำลังวางแผนสร้างบ้าน ซื้อบ้าน หรือรีโนเวทบ้าน บ้านสร้างตัวพร้อมช่วยให้ข้อมูลและแนะนำแนวทางการวางแผนบ้านให้เหมาะกับชีวิตจริง เพื่อให้การมีบ้านเป็นเรื่องที่วางแผนได้ง่ายขึ้นและอุ่นใจมากขึ้นในระยะยาว
ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์บ้านสร้างตัว เพื่อให้ทีมงานติดต่อกลับและแนะนำขั้นตอนต่อไปได้เลย
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการสร้างบ้านรับมือแผ่นดินไหว
บ้านต้านแผ่นดินไหวคืออะไร?
บ้านต้านแผ่นดินไหวคือบ้านที่ออกแบบและก่อสร้างให้รับแรงสั่นสะเทือนได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงต่อความเสียหายรุนแรง และเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้อยู่อาศัย
สร้างบ้านทั่วไปต้องคำนึงถึงแผ่นดินไหวไหม?
ควรคำนึงถึง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงหรือบ้านที่มีรูปทรงซับซ้อน เพราะการออกแบบโครงสร้างที่ดีช่วยให้บ้านปลอดภัยขึ้นในระยะยาว
บ้านชั้นเดียวปลอดภัยกว่าแผ่นดินไหวไหม?
บ้านชั้นเดียวอาจมีน้ำหนักและความสูงน้อยกว่าบ้านหลายชั้น แต่ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยเสมอไป หากฐานรากไม่ดี วัสดุไม่ได้มาตรฐาน หรือก่อสร้างผิดแบบ ก็ยังเสี่ยงได้
ก่อนสร้างบ้านควรให้ใครดูเรื่องโครงสร้าง?
ควรให้วิศวกรโครงสร้างออกแบบและตรวจสอบ โดยเฉพาะงานฐานราก เสา คาน พื้น และจุดต่อสำคัญต่าง ๆ ไม่ควรให้ช่างตัดสินใจเองทั้งหมด
ต่อเติมบ้านทำให้เสี่ยงแผ่นดินไหวมากขึ้นไหม?
เสี่ยงได้ หากต่อเติมโดยเพิ่มน้ำหนักหรือดัดแปลงโครงสร้างเดิมโดยไม่ตรวจสอบ เช่น ต่อเติมครัวปูน เพิ่มห้อง หรือเจาะเสาคาน ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจทุกครั้ง
ซื้อบ้านมือสองต้องเช็กอะไรเรื่องแผ่นดินไหว?
ควรเช็กรอยร้าว เสา คาน พื้นทรุด ประวัติต่อเติม และแบบโครงสร้างเดิม หากพบรอยร้าวผิดปกติ ควรให้วิศวกรตรวจสอบก่อนซื้อ
บ้านพรีคาสต์หรือบ้านสำเร็จรูปปลอดภัยไหม?
ปลอดภัยได้ หากออกแบบ ผลิต และติดตั้งตามมาตรฐาน โดยควรเลือกผู้พัฒนาหรือผู้รับเหมาที่น่าเชื่อถือ และมีวิศวกรควบคุมงานอย่างถูกต้อง
ทำอย่างไรให้บ้านปลอดภัยขึ้นเมื่อเกิดแผ่นดินไหว?
ควรออกแบบโครงสร้างโดยวิศวกร ใช้วัสดุได้มาตรฐาน ควบคุมงานก่อสร้าง ตรวจงานก่อนปิดผิว ไม่ต่อเติมผิดวิธี และยึดเฟอร์นิเจอร์สูงหรือของหนักให้มั่นคง