ค่าไฟแพง อาจไม่ได้มาจากการใช้ไฟเยอะอย่างเดียว
หลายบ้านเจอปัญหา ค่าไฟแพง แต่ไม่รู้ว่าแพงจากอะไร
บางคนคิดว่าไม่ได้เปิดไฟเยอะ ไม่ได้ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่ม แต่ค่าไฟกลับสูงขึ้นเรื่อย ๆ
ความจริงแล้ว ในบ้านมี เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟ หลายชนิดที่เราอาจมองข้าม เพราะบางเครื่องไม่ได้กินไฟมากเพียงเพราะ “วัตต์สูง” แต่กินไฟเพราะ “เปิดนาน” หรือ “ทำงานหนักกว่าปกติ”
เช่น แอร์ที่ไม่ได้ล้างนาน ตู้เย็นขอบยางเสื่อม เครื่องทำน้ำอุ่นที่ปรับร้อนเกินไป ปลั๊กพ่วงที่เสียบค้างไว้ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าที่ประสิทธิภาพลดลง
บทความนี้จะพาไปเช็กว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าอะไรบ้างที่อาจกินไฟในบ้านโดยไม่รู้ตัว และควรปรับอย่างไรให้บ้านประหยัดไฟขึ้น
เครื่องใช้ไฟฟ้ากินไฟ ดูจากอะไร?
การดูว่าเครื่องใช้ไฟฟ้ากินไฟมากหรือน้อย ไม่ควรดูแค่ขนาดเครื่องหรือความรู้สึก
ควรดู 3 เรื่องหลัก ๆ คือ
1. กำลังไฟของเครื่อง
เครื่องที่ใช้วัตต์สูงมักกินไฟมากเมื่อเปิดใช้งาน เช่น เครื่องทำน้ำอุ่น เตารีด ไดร์เป่าผม ไมโครเวฟ หรือเตาไฟฟ้า
2. ระยะเวลาการใช้งาน
เครื่องที่วัตต์ไม่สูงมาก แต่เปิดตลอดวัน เช่น ตู้เย็น เราเตอร์ พัดลม หรือเครื่องฟอกอากาศ ก็ทำให้ค่าไฟเพิ่มได้
3. สภาพเครื่องและวิธีใช้งาน
เครื่องเก่า ขาดการดูแล หรือใช้ผิดวิธี อาจกินไฟมากกว่าปกติ เช่น แอร์สกปรก ตู้เย็นปิดไม่สนิท หรือเครื่องซักผ้าใส่ผ้าเกินพิกัด
ดังนั้น เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทำให้ค่าไฟสูงอาจไม่ใช่เครื่องที่ดูน่ากลัวที่สุด แต่เป็นเครื่องที่เราใช้ทุกวันโดยไม่ค่อยสังเกต
1. เครื่องปรับอากาศ ตัวหลักของค่าไฟหลายบ้าน
ถ้าถามว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าอะไรทำให้ค่าไฟบ้านสูงขึ้นบ่อยที่สุด คำตอบยอดนิยมคือ แอร์
แม้แอร์จะไม่ใช่เครื่องที่มีกำลังไฟสูงที่สุดเสมอไป แต่แอร์มักเปิดนานหลายชั่วโมง โดยเฉพาะช่วงอากาศร้อนหรือบ้านที่มีคนอยู่ทั้งวัน
สาเหตุที่ทำให้ แอร์กินไฟ มากกว่าปกติ เช่น
ตั้งอุณหภูมิต่ำเกินไป
เปิดแอร์ทั้งวันโดยไม่ปิด
ไม่ล้างแผ่นกรอง
คอยล์ร้อนระบายอากาศไม่ดี
ห้องโดนแดดแรง
ประตูหน้าต่างปิดไม่สนิท
ขนาดแอร์ไม่เหมาะกับห้อง
แอร์เก่าหรือไม่ใช่ระบบประหยัดไฟ
มีความชื้นในห้องสูง
ใช้แอร์ร่วมกับเครื่องใช้ที่ปล่อยความร้อน
วิธีลดค่าไฟจากแอร์คือ ตั้งอุณหภูมิพอดี ไม่หนาวเกินไป ล้างแอร์สม่ำเสมอ ใช้พัดลมช่วยกระจายความเย็น ปิดม่านกันแดด และปิดแอร์เมื่อไม่อยู่ในห้องนาน ๆ
2. ตู้เย็น เครื่องที่กินไฟเงียบ ๆ เพราะเปิดตลอด 24 ชั่วโมง
ตู้เย็น เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่หลายคนลืมคิดถึง เพราะไม่ได้ใช้กำลังไฟสูงตลอดเวลาเหมือนเครื่องทำน้ำอุ่นหรือเตารีด
แต่ตู้เย็นทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ถ้าตู้เย็นทำงานหนักกว่าปกติ ค่าไฟก็เพิ่มขึ้นได้แบบเงียบ ๆ
สาเหตุที่ทำให้ ตู้เย็นกินไฟ เช่น
ขอบยางประตูเสื่อม
ปิดประตูไม่สนิท
เปิดตู้เย็นบ่อย
แช่ของแน่นเกินไป
ใส่ของร้อนเข้าตู้เย็น
ตั้งอุณหภูมิต่ำเกินความจำเป็น
วางตู้เย็นชิดผนังจนระบายความร้อนไม่ดี
วางใกล้เตาอบหรือแดดส่อง
ตู้เย็นเก่ามาก
ช่องแช่แข็งมีน้ำแข็งเกาะหนา
วิธีประหยัดไฟคือ เช็กขอบยางประตูให้แน่น เว้นช่องระบายความร้อนหลังตู้เย็น ไม่ใส่ของร้อนทันที ไม่เปิดประตูค้างนาน และจัดของให้ลมเย็นหมุนเวียนได้
3. เครื่องทำน้ำอุ่น ใช้ไม่นานแต่กินไฟสูง
เครื่องทำน้ำอุ่น เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีกำลังไฟสูงมาก แม้จะเปิดใช้งานช่วงสั้น ๆ แต่ถ้าใช้ทุกวันหรือปรับร้อนมาก ค่าไฟก็เพิ่มได้ชัดเจน
บ้านที่มีหลายคนอาบน้ำอุ่นทุกวัน โดยเฉพาะช่วงเช้าและก่อนนอน อาจมีค่าไฟจากเครื่องทำน้ำอุ่นไม่น้อย
วิธีลดค่าไฟจากเครื่องทำน้ำอุ่นคือ
ปรับอุณหภูมิไม่ให้ร้อนเกินไป
ลดเวลาการอาบน้ำ
ปิดเครื่องเมื่อไม่ใช้งาน
เลือกขนาดเครื่องให้เหมาะกับการใช้งาน
ตรวจระบบสายดินและเบรกเกอร์ให้ปลอดภัย
หลีกเลี่ยงการเปิดน้ำแรงเกินจำเป็น
ล้างหัวฝักบัวเมื่อมีคราบอุดตัน
เครื่องทำน้ำอุ่นควรติดตั้งโดยช่างที่มีความรู้ เพราะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำและความปลอดภัยโดยตรง
4. เตารีด ใช้ไม่นานแต่ใช้ไฟสูง
เตารีด เป็นอีกเครื่องที่กินไฟมาก โดยเฉพาะเตารีดไอน้ำหรือเตารีดที่ใช้กำลังไฟสูง
หลายบ้านใช้เตารีดแทบทุกวัน รีดทีละตัวสองตัว หรือเปิดเตารีดทิ้งไว้ระหว่างจัดเสื้อผ้า ทำให้ใช้ไฟมากกว่าที่คิด
วิธีประหยัดไฟจากเตารีดคือ
รวบผ้ารีดครั้งละหลายตัว
ไม่รีดผ้าทีละชิ้นทุกวัน
แยกผ้าบางและผ้าหนา
เริ่มรีดผ้าที่ใช้ไฟต่ำก่อน
ถอดปลั๊กก่อนรีดเสร็จเล็กน้อยแล้วใช้ความร้อนที่เหลือ
ไม่เปิดเตารีดทิ้งไว้
เลือกเตารีดที่เหมาะกับปริมาณผ้า
ตากผ้าให้เรียบเพื่อลดเวลาการรีด
ถ้าเสื้อผ้าบางประเภทไม่จำเป็นต้องรีด อาจเลือกพับหรือแขวนให้เรียบร้อยแทน เพื่อช่วยลดการใช้ไฟ
5. ไดร์เป่าผม กินไฟมากกว่าที่หลายคนคิด
ไดร์เป่าผม เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก แต่ใช้กำลังไฟสูง โดยเฉพาะเมื่อเปิดความร้อนแรงสุด
หากใช้ทุกวัน ใช้หลายคน หรือเป่าผมนาน ค่าไฟก็เพิ่มขึ้นได้
วิธีประหยัดไฟคือ
ซับผมให้หมาดก่อนเป่า
ใช้ลมอุ่นหรือลมเย็นเมื่อทำได้
ไม่เปิดความร้อนสูงสุดตลอดเวลา
เป่าผมให้แห้งพอประมาณ
เลือกไดร์ที่เหมาะกับความหนาของผม
ทำความสะอาดช่องลมของไดร์
ปิดเครื่องทันทีเมื่อไม่ใช้
ไดร์เป่าผมกินไฟสูงแต่ใช้งานไม่นาน หากลดเวลาการใช้งานได้ก็ช่วยลดค่าไฟได้
6. ไมโครเวฟ เตาอบ และเตาไฟฟ้า
เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวหลายชนิดใช้ไฟสูง เช่น ไมโครเวฟ เตาอบ เตาไฟฟ้า หม้อทอดไร้น้ำมัน หรือกาต้มน้ำไฟฟ้า
เครื่องเหล่านี้ช่วยให้ชีวิตสะดวกขึ้น แต่ถ้าใช้งานบ่อยหรือใช้ผิดวิธี อาจทำให้ค่าไฟเพิ่มได้
ตัวอย่างพฤติกรรมที่ทำให้กินไฟ เช่น
อุ่นอาหารหลายรอบ
ใช้เตาอบกับอาหารปริมาณน้อย
เปิดเตาอบอุ่นเครื่องนานเกินไป
ต้มน้ำมากกว่าที่ใช้จริง
ใช้หม้อทอดไร้น้ำมันทุกมื้อ
เปิดฝาหม้อบ่อยขณะทำอาหาร
ใช้ภาชนะไม่เหมาะกับเครื่อง
ไม่ทำความสะอาดคราบอาหาร ทำให้เครื่องทำงานหนักขึ้น
วิธีประหยัดคือ วางแผนทำอาหารเป็นรอบ อุ่นอาหารครั้งเดียวให้พอดี ใช้ภาชนะที่เหมาะกับไมโครเวฟ ต้มน้ำเท่าที่ใช้ และเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดพอดีกับครอบครัว
7. เครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้า
เครื่องซักผ้า ใช้ไฟและน้ำ ส่วน เครื่องอบผ้า ใช้ไฟค่อนข้างมาก โดยเฉพาะบ้านที่อบผ้าบ่อยในช่วงหน้าฝน
พฤติกรรมที่ทำให้กินไฟ เช่น
ซักผ้าน้อยชิ้นแต่ซักบ่อย
ใส่ผ้าเกินพิกัด
เลือกโปรแกรมน้ำร้อนโดยไม่จำเป็น
อบผ้าที่ยังเปียกมาก
ไม่ทำความสะอาดไส้กรองเครื่องอบ
ใช้เครื่องอบทุกครั้งแม้อากาศตากได้
เลือกโปรแกรมไม่เหมาะกับชนิดผ้า
วิธีประหยัดคือ ซักผ้าให้พอดีกับความจุเครื่อง ใช้โปรแกรมที่เหมาะสม ปั่นหมาดก่อนอบ ทำความสะอาดไส้กรอง และตากผ้าเมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย
8. หม้อหุงข้าวไฟฟ้า โหมดอุ่นคือจุดที่หลายคนลืม
หม้อหุงข้าวไม่ได้กินไฟเฉพาะตอนหุง แต่หลายบ้านเสียค่าไฟเพิ่มจากการเสียบปลั๊กอุ่นข้าวไว้นานหลายชั่วโมง
โหมดอุ่นใช้ไฟน้อยกว่าตอนหุง แต่ถ้าเปิดทิ้งไว้ทั้งวันหรือข้ามคืน ก็สะสมเป็นค่าไฟได้
วิธีประหยัดไฟจากหม้อหุงข้าวคือ
หุงข้าวให้พอดีกิน
ไม่อุ่นข้าวค้างไว้ทั้งวัน
ถอดปลั๊กเมื่อไม่ใช้งาน
หากมีข้าวเหลือ เก็บในกล่องแล้วแช่เย็น
อุ่นเฉพาะมื้อที่ต้องกิน
เลือกหม้อขนาดเหมาะกับจำนวนคนในบ้าน
บ้านที่อยู่ 1-2 คนอาจไม่จำเป็นต้องใช้หม้อขนาดใหญ่ เพราะยิ่งหุงมากและอุ่นนาน ค่าไฟก็เพิ่มขึ้นได้
9. เครื่องฟอกอากาศ เปิดนานก็มีผลกับค่าไฟ
เครื่องฟอกอากาศมักไม่ได้ใช้ไฟสูงเท่าแอร์ แต่หลายบ้านเปิดตลอดทั้งวันหรือทั้งคืน
หากเปิด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะหลายเครื่องพร้อมกัน ค่าไฟก็เพิ่มขึ้นได้
วิธีใช้ให้ประหยัดขึ้นคือ
เลือกขนาดเครื่องให้เหมาะกับห้อง
ปิดเมื่อไม่มีคนอยู่ในห้องนาน ๆ หากสภาพอากาศเหมาะสม
ทำความสะอาดแผ่นกรองตามกำหนด
เปลี่ยนไส้กรองเมื่อถึงเวลา
ปิดประตูหน้าต่างขณะเปิดเครื่อง
ไม่วางเครื่องในจุดที่ลมเข้าออกผิดทาง
ใช้โหมด Auto หากมี
เครื่องฟอกอากาศช่วยเรื่องคุณภาพอากาศ แต่ควรใช้ให้เหมาะกับห้องและสถานการณ์
10. เราเตอร์ อินเทอร์เน็ต กล่องทีวี และอุปกรณ์สแตนด์บาย
อุปกรณ์บางอย่างใช้ไฟไม่มาก แต่เปิดตลอดเวลา เช่น เราเตอร์ กล่องทีวี คอมพิวเตอร์ จอภาพ เครื่องเกม เครื่องเสียง หรืออุปกรณ์ชาร์จที่เสียบค้างไว้
การกินไฟแบบนี้เรียกว่าไฟสแตนด์บาย หรือไฟที่เครื่องยังใช้แม้เราไม่ได้ใช้งานจริง
หลายบ้านอาจไม่ได้รู้สึกว่าเครื่องเหล่านี้กินไฟ แต่เมื่อเสียบค้างไว้หลายเครื่องตลอดเดือน ก็ทำให้ค่าไฟเพิ่มได้
วิธีลดค่าไฟคือ
ปิดปลั๊กพ่วงเมื่อไม่ใช้งาน
ถอดที่ชาร์จที่ไม่ได้ใช้
ปิดจอคอมเมื่อพักนาน
ตั้ง Sleep Mode ให้คอมพิวเตอร์
ปิดเครื่องเกมและเครื่องเสียงจริง ๆ
รวมอุปกรณ์ไว้กับปลั๊กพ่วงมีสวิตช์
ปิดกล่องทีวีเมื่อไม่ดู
ตรวจอุปกรณ์ที่เสียบค้างไว้ทั่วบ้าน
สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้อาจช่วยลดค่าไฟได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้า
11. ปั๊มน้ำ ทำงานบ่อยผิดปกติอาจกินไฟและบอกปัญหารั่ว
ปั๊มน้ำ เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่หลายคนไม่ค่อยสังเกต แต่ถ้าปั๊มทำงานบ่อยผิดปกติ อาจทำให้กินไฟและบ่งบอกว่าระบบน้ำมีปัญหา
สาเหตุที่ปั๊มน้ำทำงานบ่อย เช่น
ท่อน้ำรั่ว
ก๊อกน้ำปิดไม่สนิท
สุขภัณฑ์รั่ว
แรงดันในระบบไม่เสถียร
ถังแรงดันมีปัญหา
วาล์วน้ำรั่ว
ปั๊มเสื่อมสภาพ
มีน้ำซึมใต้พื้นหรือผนัง
หากไม่ได้ใช้น้ำแต่ปั๊มน้ำยังทำงานเองเป็นระยะ ควรรีบตรวจ เพราะอาจทำให้ทั้งค่าน้ำและค่าไฟเพิ่มขึ้น
12. เครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า อาจกินไฟมากกว่ารุ่นใหม่
เครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าบางชนิดอาจยังใช้งานได้ แต่กินไฟมากกว่ารุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพดีกว่า
เช่น แอร์เก่า ตู้เย็นเก่า พัดลมเก่า เครื่องซักผ้าเก่า หรือทีวีเก่า
ไม่ได้แปลว่าต้องเปลี่ยนใหม่ทันทีทุกเครื่อง แต่ควรสังเกตว่าเครื่องนั้นยังทำงานปกติหรือไม่
สัญญาณที่ควรระวังคือ
เครื่องร้อนผิดปกติ
เสียงดังขึ้น
ทำงานนานกว่าจะได้ผล
กินไฟมากขึ้น
ซ่อมบ่อย
มีกลิ่นไหม้
ปลั๊กหรือสายไฟร้อน
ประสิทธิภาพลดลง
หากเครื่องเก่ามากและใช้งานบ่อย การเปลี่ยนเป็นเครื่องประหยัดไฟอาจคุ้มกว่าในระยะยาว
13. ปลั๊กพ่วงและสายไฟเก่า เสี่ยงทั้งกินไฟและอันตราย
ปลั๊กพ่วงไม่ได้ทำให้ค่าไฟสูงมากโดยตรงเสมอไป แต่การใช้ปลั๊กพ่วงผิดวิธีอาจทำให้เกิดความร้อน สูญเสียพลังงาน และเสี่ยงไฟฟ้าลัดวงจร
พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่
ใช้ปลั๊กพ่วงหลายชั้น
เสียบเครื่องใช้ไฟฟ้ากำลังสูงรวมกัน
ใช้ปลั๊กพ่วงเก่า สายกรอบ หรือหลวม
วางปลั๊กพ่วงบนพื้นชื้น
เสียบปลั๊กค้างไว้ตลอดเวลา
ใช้ปลั๊กพ่วงแทนการเดินปลั๊กถาวร
ใช้ปลั๊กพ่วงกับเครื่องทำน้ำอุ่น เตาไฟฟ้า หรือแอร์
หากบ้านมีปลั๊กไม่พอ ควรให้ช่างไฟเพิ่มจุดปลั๊กอย่างถูกต้อง แทนการใช้ปลั๊กพ่วงถาวรหลายจุด
14. หลอดไฟเก่าและไฟที่เปิดทิ้งไว้
หลอดไฟอาจดูไม่ใช่ตัวกินไฟหลักเมื่อเทียบกับแอร์หรือเครื่องทำน้ำอุ่น แต่ถ้าบ้านใช้หลอดไฟเก่า หรือเปิดไฟทิ้งไว้หลายจุดตลอดคืน ค่าไฟก็เพิ่มได้
วิธีลดค่าไฟจากไฟส่องสว่างคือ
เปลี่ยนเป็นหลอด LED
ปิดไฟเมื่อไม่ใช้ห้อง
ใช้แสงธรรมชาติช่วงกลางวัน
แยกสวิตช์ไฟตามพื้นที่ใช้งาน
ติดไฟเซ็นเซอร์ในจุดที่จำเป็น
เลือกวัตต์ให้เหมาะกับพื้นที่
ทำความสะอาดโคมไฟเพื่อให้สว่างขึ้น
ไม่ใช้ไฟตกแต่งเปิดทิ้งไว้ทั้งคืนโดยไม่จำเป็น
บ้านที่ออกแบบแสงดีจะช่วยให้ใช้ไฟน้อยลงและยังทำให้บ้านน่าอยู่ขึ้นด้วย
15. อุปกรณ์ชาร์จและแบตเตอรี่ เสียบค้างไว้ตลอดเวลา
ที่ชาร์จโทรศัพท์ โน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต หูฟังไร้สาย นาฬิกาอัจฉริยะ หรือพาวเวอร์แบงก์ มักถูกเสียบค้างไว้ตลอดวัน
แม้แต่ละชิ้นใช้ไฟไม่มาก แต่หลายชิ้นรวมกันและเสียบตลอดเวลา อาจกลายเป็นไฟที่เสียไปโดยไม่จำเป็น
นอกจากนี้ การเสียบชาร์จทิ้งไว้นานเกินไปอาจส่งผลต่อความปลอดภัยและอายุแบตเตอรี่ของบางอุปกรณ์
วิธีง่าย ๆ คือทำมุมชาร์จอุปกรณ์ไว้จุดเดียว ใช้ปลั๊กพ่วงมีสวิตช์ และปิดสวิตช์เมื่อชาร์จเสร็จ
วิธีเช็กว่าเครื่องไหนกินไฟในบ้าน
1. ดูกำลังไฟที่ฉลากเครื่อง
เครื่องใช้ไฟฟ้ามักมีฉลากบอกกำลังไฟเป็นวัตต์ หรือวัตต์โดยประมาณ
ยิ่งวัตต์สูง หากใช้นาน ค่าไฟก็ยิ่งเพิ่ม
2. ดูระยะเวลาการใช้งานจริง
บางเครื่องวัตต์สูงแต่ใช้แค่ไม่กี่นาที
บางเครื่องวัตต์ต่ำแต่เปิดทั้งวัน
ควรดูทั้งสองอย่างร่วมกัน
3. สังเกตค่าไฟก่อนและหลังเปลี่ยนพฤติกรรม
ลองปรับพฤติกรรม 1 เดือน เช่น ตั้งแอร์สูงขึ้น ล้างแอร์ ปิดปลั๊กพ่วง ถอดที่ชาร์จ และลดการอุ่นข้าวค้างไว้
จากนั้นเทียบค่าไฟกับเดือนก่อนหน้า โดยคำนึงถึงสภาพอากาศด้วย
4. ใช้ปลั๊กวัดไฟ
หากอยากรู้ชัดขึ้น อาจใช้ปลั๊กวัดไฟกับเครื่องบางชนิด เช่น ตู้เย็น คอมพิวเตอร์ ทีวี หรือเครื่องฟอกอากาศ
อุปกรณ์นี้ช่วยให้เห็นว่าเครื่องใช้ไฟจริงประมาณเท่าไหร่
5. เช็กมิเตอร์ไฟช่วงปิดเครื่อง
ถ้าปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าหลักเกือบทั้งหมดแล้ว มิเตอร์ยังเดินเร็วผิดปกติ ควรตรวจว่าอาจมีเครื่องใดเปิดค้าง หรือมีระบบไฟผิดปกติหรือไม่
หากไม่แน่ใจ ควรให้ช่างไฟตรวจเพื่อความปลอดภัย
วิธีลดค่าไฟในบ้านแบบทำได้จริง
1. ตั้งแอร์ให้เหมาะและล้างแอร์สม่ำเสมอ
ตั้งแอร์พอดี ไม่หนาวเกินไป ล้างแผ่นกรอง และอย่าปล่อยให้คอยล์ร้อนอับหรือมีของบังทางลม
2. เช็กตู้เย็นเดือนละครั้ง
ดูว่าประตูปิดสนิท ขอบยางไม่เสื่อม ไม่มีน้ำแข็งเกาะหนา และไม่วางชิดผนังเกินไป
3. ลดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปิดค้าง
ปิดปลั๊กพ่วง ถอดที่ชาร์จ และปิดอุปกรณ์สแตนด์บายที่ไม่จำเป็น
4. รวมรอบการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ากำลังสูง
เช่น รีดผ้าทีเดียว ซักผ้าให้เต็มพอดี อุ่นอาหารเป็นรอบ และไม่ใช้เครื่องอบผ้าเมื่อไม่จำเป็น
5. เลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไฟ
เมื่อถึงเวลาต้องซื้อเครื่องใหม่ ควรเลือกเครื่องที่มีฉลากประหยัดไฟและขนาดเหมาะกับการใช้งานจริง
6. ตรวจระบบไฟและอุปกรณ์เก่า
หากปลั๊กร้อน สายไฟกรอบ หรือเบรกเกอร์ตัดบ่อย ควรให้ช่างตรวจ เพราะเกี่ยวกับทั้งค่าไฟและความปลอดภัย
7. ใช้แสงธรรมชาติและระบายอากาศให้ดี
บ้านที่มีแสงและลมดี ช่วยลดการเปิดไฟและแอร์บางช่วงได้
บ้านมือสองต้องเช็กเครื่องใช้ไฟฟ้าอะไรเป็นพิเศษ?
ถ้าซื้อ บ้านมือสอง ที่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าเดิมติดมากับบ้าน ควรตรวจสภาพให้ดี เพราะเครื่องเก่าอาจกินไฟและมีค่าใช้จ่ายซ่อมตามมา
เครื่องที่ควรเช็ก ได้แก่
แอร์ทุกตัว
ตู้เย็น
ปั๊มน้ำ
เครื่องทำน้ำอุ่น
เตาไฟฟ้า
เครื่องดูดควัน
พัดลมดูดอากาศ
ไฟภายนอกบ้าน
ตู้ไฟและเบรกเกอร์
ปลั๊กและสวิตช์
อย่าดูแค่เครื่องยังเปิดติด แต่ควรดูว่าเครื่องทำงานดีไหม เสียงดังผิดปกติไหม กินไฟมากไหม และปลอดภัยหรือไม่
บ้านรีโนเวทควรวางแผนเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างไร?
สำหรับ บ้านรีโนเวท ควรวางแผนเครื่องใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ
เพราะเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายอย่างเกี่ยวข้องกับระบบไฟ ปลั๊ก เบรกเกอร์ ขนาดสายไฟ และการระบายอากาศ
สิ่งที่ควรคิดล่วงหน้า ได้แก่
จะติดแอร์กี่ตัว
จะใช้เตาไฟฟ้าหรือแก๊ส
มีเครื่องทำน้ำอุ่นกี่จุด
ใช้เครื่องซักผ้าและอบผ้าหรือไม่
ต้องมีเครื่องฟอกอากาศกี่ห้อง
จะติด Solar Rooftop ในอนาคตไหม
มี EV Charger หรือไม่
ปลั๊กไฟพอหรือเปล่า
ระบบไฟรองรับโหลดใช้งานจริงไหม
การวางแผนตั้งแต่ต้นช่วยให้บ้านปลอดภัยขึ้นและลดการใช้ปลั๊กพ่วงถาวร ซึ่งเป็นทั้งความเสี่ยงและความไม่สะดวก
ข้อผิดพลาดที่ทำให้ค่าไฟบ้านแพงโดยไม่รู้ตัว
ข้อผิดพลาดแรกคือเปิดแอร์เย็นเกินไปและไม่ล้างแอร์
ข้อผิดพลาดที่สองคือตู้เย็นขอบยางเสื่อมแต่ยังใช้งานต่อ
ข้อผิดพลาดที่สามคือเสียบปลั๊กพ่วงและที่ชาร์จค้างไว้ตลอดเวลา
ข้อผิดพลาดที่สี่คืออุ่นข้าวในหม้อหุงข้าวทั้งวัน
ข้อผิดพลาดที่ห้าคือรีดผ้าทีละชิ้นบ่อย ๆ
ข้อผิดพลาดที่หกคือใช้เครื่องทำน้ำอุ่นร้อนเกินความจำเป็น
ข้อผิดพลาดที่เจ็ดคือใช้เครื่องอบผ้าทุกครั้งแม้ตากได้
ข้อผิดพลาดที่แปดคือใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าที่เสื่อมประสิทธิภาพ
ข้อผิดพลาดที่เก้าคือไม่เช็กปั๊มน้ำทำงานบ่อยผิดปกติ
ข้อผิดพลาดที่สิบคือซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าใหญ่เกินความจำเป็นของบ้าน
เช็กลิสต์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟในบ้านโดยไม่รู้ตัว
ลองเช็กบ้านตัวเองตามนี้
1. แอร์ล้างครั้งล่าสุดเมื่อไหร่
ถ้านานเกินไป อาจทำให้แอร์ทำงานหนักและกินไฟ
2. ตู้เย็นปิดสนิทไหม
ลองเช็กขอบยาง ประตู และช่องระบายความร้อน
3. เครื่องทำน้ำอุ่นปรับร้อนเกินไปไหม
ยิ่งร้อนมากและใช้นาน ยิ่งใช้ไฟสูง
4. หม้อหุงข้าวเสียบอุ่นไว้ทั้งวันไหม
โหมดอุ่นสะสมค่าไฟได้ถ้าเปิดนาน
5. ปลั๊กพ่วงเสียบค้างไว้กี่จุด
อุปกรณ์สแตนด์บายรวมกันอาจกินไฟโดยไม่รู้ตัว
6. เครื่องอบผ้าใช้บ่อยเกินจำเป็นไหม
ถ้าตากได้ อาจลดการอบบางครั้ง
7. ปั๊มน้ำทำงานเองทั้งที่ไม่ได้ใช้น้ำไหม
อาจมีท่อน้ำรั่วหรือระบบปั๊มผิดปกติ
8. เครื่องใช้ไฟฟ้าเก่ามากหรือไม่
เครื่องเก่าอาจกินไฟและซ่อมบ่อย
9. ไฟเปิดทิ้งไว้หลายจุดไหม
เปลี่ยนเป็น LED และปิดเมื่อไม่ใช้ช่วยลดค่าไฟได้
10. เลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าตามฉลากประหยัดไฟหรือยัง
เครื่องใหม่ควรเลือกขนาดเหมาะกับบ้านและดูฉลากประหยัดไฟ
บ้านสร้างตัวกับการออกแบบบ้านให้ประหยัดไฟในระยะยาว
บ้านสร้างตัวมองว่า บ้านที่ดีไม่ใช่แค่บ้านที่สวย แต่ต้องเป็นบ้านที่อยู่แล้วค่าใช้จ่ายไม่บานปลาย
โดยเฉพาะค่าไฟ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายประจำทุกเดือน
สำหรับคนที่กำลังเลือก บ้านมือสอง หรือ บ้านรีโนเวท ควรดูทั้งระบบไฟ เครื่องใช้ไฟฟ้าเดิม แอร์ ตู้เย็น ปั๊มน้ำ และการระบายอากาศของบ้าน
บ้านที่วางแผนดี เช่น มีแสงธรรมชาติพอดี ลมถ่ายเทดี ฉนวนเหมาะสม และเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดพอดี จะช่วยให้ค่าไฟระยะยาวควบคุมได้ง่ายขึ้น
บ้านที่ดีจึงควรเป็นบ้านที่อยู่สบาย ประหยัดพลังงาน และไม่ทำให้เจ้าของบ้านต้องตกใจทุกครั้งที่บิลค่าไฟมาถึง
สรุป เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟในบ้านโดยไม่รู้ตัว
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟในบ้านโดยไม่รู้ตัว ไม่ได้มีแค่แอร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงตู้เย็น เครื่องทำน้ำอุ่น เตารีด ไดร์เป่าผม ไมโครเวฟ เครื่องอบผ้า หม้อหุงข้าว ปั๊มน้ำ อุปกรณ์สแตนด์บาย และเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าที่เสื่อมสภาพ
หัวใจสำคัญคือ ต้องดูทั้งกำลังไฟ ระยะเวลาที่ใช้งาน และสภาพเครื่อง
บางเครื่องใช้ไฟสูงแต่เปิดไม่นาน บางเครื่องใช้ไฟไม่สูงมากแต่เปิดทั้งวัน และบางเครื่องกินไฟเพราะทำงานผิดปกติ เช่น ตู้เย็นปิดไม่สนิท แอร์สกปรก หรือปั๊มน้ำทำงานเองบ่อย
ถ้าอยากลดค่าไฟ ควรเริ่มจากเช็กพฤติกรรมการใช้ไฟ ล้างและดูแลเครื่องใช้ไฟฟ้า ปิดอุปกรณ์ที่ไม่ใช้ เลือกเครื่องประหยัดไฟเมื่อซื้อใหม่ และตรวจระบบไฟให้ปลอดภัย
สุดท้าย บ้านที่ประหยัดไฟไม่จำเป็นต้องลงทุนแพงเสมอไป แต่อยู่ที่การรู้ว่าไฟถูกใช้ตรงไหนมากที่สุด แล้วค่อย ๆ ปรับให้เหมาะกับชีวิตจริงของคนในบ้าน